เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย วันที่ความสุขแพงขึ้น

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย ช่วงเทศกาลในวันนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่แค่กระตุ้นการท่องเที่ยว หรือการจับจ่ายเท่านั้น แต่มันกำลังกลายเป็นเครื่องสะท้อนว่า คนไทยยังมีแรงใช้ชีวิตมากแค่ไหน ในวันที่รายได้ การเดินทาง ค่าน้ำมัน และค่าครองชีพ กดดันการตัดสินใจแทบทุกขั้น

  • เทศกาลที่ทำให้ความสนุกเดินสวนกับเศรษฐกิจ
  • คนไทยที่เปลี่ยนวิธีจ่ายเงินอย่างชัดเจนในช่วงเทศกาล
  • ไม่ใช่ทุกคนที่รู้สึกว่าบรรยากาศการเงินดีขึ้นในช่วงเทศกาล

สงกรานต์ที่คึกคักในภาพใหญ่ แต่คนยังใช้เงินอย่างระวัง

ช่วงกลางเดือนเมษายน 2026 หน่วยงานด้านท่องเที่ยวประเมินว่า สงกรานต์ปีนี้จะสร้างรายได้ จากการท่องเที่ยวรวมมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท จากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเดินทางในประเทศ สะท้อนว่าเทศกาลยังเป็นแรงขับสำคัญของธุรกิจบริการ ร้านอาหาร โรงแรม การเดินทาง และอีเวนต์ต่างๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจผู้บริโภคกลับชี้ว่า เม็ดเงินใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ 2026 ลดลง 3.7% จากปีก่อน เหลือราว 129.6 พันล้านบาท และเป็นการลดลงครั้งแรก ในรอบหลายปี หลายคนตอบว่าใช้เงินเท่าเดิม หรือใช้ลดลง เพราะยังถูกกดดันจากค่าน้ำมัน สินค้า และบริการที่แพงขึ้น (7 เมษายน 2026) [1]

จุดนี้ทำให้เห็นความจริงที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า คำว่าเงินสะพัด ไม่ได้แปลตรงตัวว่าคนไทยทุกกลุ่ม มีกำลังซื้อดีขึ้น เพราะรายได้ของเทศกาล อาจโตจากบางพื้นที่ บางจังหวัด หรือบางธุรกิจ แต่ในระดับครัวเรือน คนจำนวนมากยังต้องคุมรายจ่าย อย่างจริงจังอยู่เหมือนเดิม

คนไทยยังออกไปใช้ชีวิต แต่เปลี่ยนวิธีใช้เงิน

สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่มูลค่าการใช้จ่าย แต่คือวิธีใช้เงิน เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2026 ม.หอการค้าไทย สะท้อนภาพนี้ค่อนข้างชัด โดยพบว่าคนส่วนใหญ่ 56.6% เลือกเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง ขณะที่คนที่เที่ยวต่างประเทศ มีเพียง 0.7% เท่านั้น ตัวเลขนี้บอกว่า คนไทย เลือกกิจกรรมที่ใช้งบไม่สูง

พฤติกรรมแบบนี้ ไม่ได้แปลว่าเลิกใช้เงิน แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพราะ 42.7% บอกว่าใช้จ่ายเท่าเดิม 36.5% ใช้จ่ายลดลง และมีเพียง 20.8% ที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยท่องเที่ยวในประเทศ อยู่ที่ 8,056 บาทต่อคน (2 เมษายน 2026) [2]

นี่คือมุมที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากนัก เทศกาลในยุคค่าครองชีพสูง ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้เงินมาก หรือน้อย แต่เป็นเรื่องของการใช้เงิน อย่างมีเงื่อนไข คนไทยจำนวนมาก ยังต้องการความสุขจากเทศกาล แต่ความสุขนั้นต้องอยู่ในงบที่รับไหว และต้องไม่กระทบสภาพคล่องหลังวันหยุด

เมื่อเทศกาลกลายเป็นพื้นที่พักใจของคนที่กังวลเรื่องเงิน

หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จะเห็นภาพต่อเนื่องชัดมาก ช่วงปีใหม่ มีการใช้จ่ายขยายตัวในระดับที่สูงสุด ในรอบหลายปี ต่อด้วยตรุษจีน ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 UTCC ประเมินเงินสะพัดช่วงตรุษจีน 2026 ที่ 54,221.53 ล้านบาท เติบโต 5.0% (12 กุมภาพันธ์ 2026) [3]

ไทม์ไลน์มันบอกว่าเทศกาล ยังทำหน้าที่เป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่จริง แต่แรงกระตุ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากความมั่นใจทางการเงิน ที่กลับมาเต็มที่ แต่เกิดจากความต้องการผ่อนคลาย ความจำเป็นทางสังคม และความรู้สึกว่าอย่างน้อยปีหนึ่ง ก็ควรมีบางช่วง ที่ได้ใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าปกติ

ในภาวะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคล่าสุดอ่อนลง และเศรษฐกิจไทย ยังถูกประเมินว่าจะฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพ เทศกาลจึงมีบทบาทคล้ายพื้นที่พักหายใจ มากกว่าพื้นที่ใช้เงินแบบไม่คิด คนยอมจ่าย แต่จ่ายด้วยความระวัง และนั่นทำให้เทศกาล สะท้อนอารมณ์เศรษฐกิจได้แม่น กว่าตัวเลขรายได้รวม

เงินในช่วงเทศกาลที่ไม่ได้กระจายเท่ากัน

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

อีกจุดที่ควรถูกพูดถึงให้มากขึ้นคือ การกระจายตัวของประโยชน์จากเทศกาล เมืองท่องเที่ยวหลัก พื้นที่จัดงานใหญ่ และธุรกิจบริการ มักได้แรงหนุนเต็มที่ แต่ครัวเรือนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระหนี้ หรือรายได้ไม่โตตามค่าครองชีพ อาจไม่ได้รู้สึกว่าบรรยากาศคึกคัก ช่วยให้ฐานะดีขึ้นจริง

ยิ่งเมื่อหนี้ครัวเรือนไทย ยังอยู่ในระดับสูง การใช้เงินในเทศกาล ยิ่งต้องถูกคิดเป็นพิเศษ หลายบ้านไม่ได้ตัดสินใจจากคำถามว่าอยากไปไหน แต่อยู่ที่ว่าจ่ายแล้ว จะเหลือพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เทศกาลปีนี้ มีภาพสองชั้นซ้อนกันอยู่เสมอ ชั้นแรกคือความคึกคัก ที่มองเห็นได้ง่าย

ส่วนอีกชั้นคือความกังวลเรื่องเงิน ที่ยังอยู่เงียบๆ ใต้บรรยากาศสนุกนั้น และเพราะเหตุนี้เอง การใช้จ่ายในเทศกาล จึงกลายเป็นตัวชี้วัดที่น่าสนใจ กว่าตัวเลขค้าปลีกทั่วไป มันเปิดให้เห็นพร้อมกันทั้งความหวัง ความกดดัน และวิธีที่ผู้คนพยายามรักษาคุณภาพชีวิตของตัวเอง ในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง

เทศกาลที่มีทั้งค่าเที่ยว และค่าใช้จ่ายทางสังคมที่หนีไม่พ้น

เงินเทศกาลไม่ได้ไหลออกจากกระเป๋า เพราะการเที่ยวอย่างเดียว แต่ยังมาจากค่าใช้จ่ายทางสังคม ที่คนจำนวนมากเลี่ยงไม่ได้ เช่น การกลับบ้าน การซื้อของฝาก การร่วมวงกินข้าวกับครอบครัว หรือการช่วยออกค่าใช้จ่ายในบ้านช่วงวันหยุด สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่รายจ่ายก้อนใหญ่ แต่สำหรับบางคนก็หนักเอาเรื่อง

จุดสำคัญคือ รายจ่ายแบบนี้ ตัดออกได้ยาก กว่าการเที่ยวเล่นทั่วไป เพราะมันผูกกับความสัมพันธ์ ความคาดหวัง และบทบาทในครอบครัว จึงทำให้เทศกาลเป็นช่วงที่หลายคน ไม่ได้จ่ายเพราะอยากใช้เงินอย่างเดียว แต่จ่ายเพราะรู้สึกว่าควรจ่ายด้วย

อีกด้านหนึ่ง คำถามที่ว่า ทำไมช่วงหยุดยาว คนเล่นพนันมากขึ้น ก็อธิบายได้จากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเวลาว่างที่มากขึ้น การเจอวงเพื่อนบ่อยขึ้น และบรรยากาศที่ชวนให้ผ่อนคลาย หรืออยากลองอะไรใหม่ๆ จนทำให้บางคน ถูกชักชวนให้เล่นพนันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความเครียดเรื่องเงินยังค้างอยู่

ยิ่งจ่ายง่ายขึ้น ไม่ได้แปลว่าคนไทยจ่ายไหวขึ้นเสมอไป

อีกด้านหนึ่ง เทศกาลยุคนี้ ทำให้การใช้เงินดูเบาลงกว่าสมัยก่อน เพราะการจ่ายผ่านแอป โปรโมชัน ส่วนลด และการซื้อบริการล่วงหน้า ทำให้คนตัดสินใจง่ายขึ้นมาก แต่ความง่ายนี้เอง ก็ทำให้หลายคนมองไม่เห็นน้ำหนักจริง ของรายจ่ายระหว่างเทศกาลในทันที

เมื่อค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายยิบย่อย ถูกตัดผ่านหลายช่องทางในช่วงเวลาใกล้กัน ความรู้สึกตอนจ่ายอาจเบา แต่ภาระหลังเทศกาล อาจหนักกว่าที่คิด มุมนี้จึงสำคัญ เพราะมันทำให้เห็นว่า เทศกาลไม่ได้วัดแค่กำลังซื้อ แต่ยังวัดวินัยการเงิน และความสามารถในการคุมจังหวะการใช้เงิน

บทสรุป เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

ท้ายที่สุด เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย เทศกาลจึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาของการเฉลิมฉลอง แต่มันเป็นกระจกที่สะท้อนพร้อมกัน ทั้งกำลังซื้อ ความเปราะบาง และความพยายามของคนไทย ที่จะเก็บช่วงเวลาสำคัญไว้ให้ได้ แม้ในวันที่การใช้เงินทุกบาท ต้องคิดหนักกว่าเดิม

ทำไมช่วงเทศกาลคนไทยยังใช้เงิน แม้เศรษฐกิจยังตึงอยู่?

เพราะเทศกาลไม่ใช่แค่เรื่องเที่ยว แต่เกี่ยวกับการกลับบ้าน การใช้เวลากับครอบครัว และการพัก จากความเครียด คนจึงยังยอมจ่าย แต่จ่ายแบบคิดมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งหลายรายจ่ายยังผูกกับความสัมพันธ์ และความรู้สึกว่าควรให้ความสำคัญ กับช่วงเวลานี้ด้วย

ค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาล มีอะไรที่คนมักมองข้าม?

มีทั้งค่าของฝาก ค่าเดินทางกลับบ้าน ค่าใช้จ่ายร่วมกับครอบครัว ซึ่งรวมกันแล้ว อาจกินงบมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อหลายรายการ เป็นเงินจำนวนน้อย ที่ค่อยๆสะสมจนกลายเป็นภาระหลังวันหยุด

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง