
การฟอกเงินผ่านบัญชีม้า คืออะไร เครื่องมือของมิจฉาชีพ
- Harry P
- 12 views

การฟอกเงินผ่านบัญชีม้า คืออะไร คือการนำบัญชีของบุคคลอื่น หรือนิติบุคคลมาใช้เป็นทางผ่าน รับ โอน กระจาย หรือพักเงิน เพื่อซ่อนแหล่งที่มา และตัดร่องรอยไปยังผู้กระทำผิดตัวจริง โดยบัญชีม้าไม่ได้มีไว้แค่ “รับเงิน” แต่มีบทบาทสำคัญ ในการทำให้เงินผิดกฎหมาย ดูเหมือนเป็นธุรกรรมปกติ
การฟอกเงินผ่านบัญชีม้า คืออะไร หัวใจของบัญชีม้าคือการ “แยกชื่อเจ้าของบัญชี ออกจากคนที่ควบคุมการใช้เงินจริง” บางบัญชีเกิดจากการซื้อขายตรงๆ บางบัญชีเกิดจากการหลอกให้เปิด เช่น หลอกสมัครงาน หลอกรับจ้างเปิดบัญชี หรือชวนเปิดบัญชีพร้อมซิมโทรศัพท์ โดยอ้างว่าใช้ทำธุรกิจออนไลน์
แต่สุดท้ายบัญชีนั้น กลับถูกนำไปใช้รับเงินจากการกระทำผิด จุดที่ต่างจากการโอนเงินแทนกันแบบปกติ คือบริบท และวัตถุประสงค์ของการใช้บัญชี หากบัญชีถูกใช้เพื่อรับเงิน ที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ที่มา หรือถูกใช้เพื่อโอนต่ออย่างรวดเร็วหลายทอด จนมีผลทำให้แหล่งที่มาของเงินพร่าเลือน
ธุรกรรมนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป ต่อให้เจ้าของบัญชี อ้างว่าไม่ได้เป็นคนหลอกเอง บทบาทของบัญชี ก็ยังอาจกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการฟอกเงินได้ ยิ่งถ้าเจ้าของบัญชีมีพฤติกรรมรับเงินเข้า แล้วรีบโอนออกตามคำสั่ง โดยไม่ตรวจสอบที่มา ความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเกี่ยวข้องก็ยิ่งสูงขึ้น

ในทางปฏิบัติ การฟอกเงินผ่าน บัญชีม้า มักไม่ได้เกิดขึ้นแบบเส้นตรง แต่เกิดเป็นเครือข่าย เงินจากการหลอกลงทุน หลอกซื้อขาย หลอกให้โอนเพราะความรัก หรือเงินจากเว็บพนัน อาจถูกโอนเข้าบัญชีแรกที่เตรียมไว้ จากนั้นรีบแยกไปบัญชีอื่นอีกหลายบัญชี ในเวลาใกล้กัน
บางบัญชีมีหน้าที่เพียงรับแล้วส่งต่อ บางบัญชีใช้ถอนเป็นเงินสด บางบัญชีใช้แปลงเงินไปยังช่องทางอื่น เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล ร้านค้า หรือบัญชีนิติบุคคล เหตุผลที่ต้องกระจายหลายชั้น เพราะยิ่งเส้นทางเงินยาว และแตกออกหลายทาง การตรวจสอบก็ยิ่งใช้เวลา และทรัพยากรมากขึ้น
ผู้กระทำผิดจึงไม่ได้ต้องการแค่ซ่อนเงิน แต่ต้องการซ่อน “ความหมาย” ของเงินนั้นด้วย จากเงินที่ควรดูผิดปกติ ก็พยายามทำให้ดูเหมือนค่าสินค้า ค่าบริการ เงินหมุนเวียน หรือรายรับจากกิจกรรมทั่วไป อีกมุมคือ บัญชีม้ายังถูกใช้เป็นจุดคั่น ระหว่างความผิดต้นทาง กับปลายทางของเงินด้วย
ถ้ามองตามไทม์ไลน์ จะเห็นว่าการจัดการบัญชีม้า ได้ถูกยกระดับต่อเนื่อง คดีหลอกลวงออนไลน์ในไทย ไม่ใช่เรื่องที่รอขั้นตอนปกติได้อีกแล้ว แต่ต้องแข่งกับเวลาในระดับชั่วโมง เพื่อหยุดเงินไม่ให้ไหลต่อไปยังบัญชีอื่น

ในอดีต เวลาพูดถึงบัญชีม้า ภาพในหัวมักเป็นบัญชีของบุคคลธรรมดา ที่ถูกซื้อ ถูกเช่า หรือถูกหลอกให้เปิด แต่ปัจจุบันโจทย์เริ่มซับซ้อนขึ้น เพราะมีการใช้บริษัท หรือโครงสร้างนิติบุคคล เข้ามาเป็นฉากบังหน้า และจุดอันตรายของบัญชีม้านิติบุคคลคือ มันทำให้ธุรกรรมดู “เป็นธุรกิจ” ได้ง่ายกว่าเดิม
ชื่อบริษัท เอกสารทางการค้า หรือรูปแบบรายรับรายจ่ายบางอย่าง อาจทำให้คนภายนอก หลงเชื่อว่าเป็นกิจกรรมปกติ ทั้งที่แท้จริงอาจเป็นเพียงเปลือก ที่ใช้รับ และเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมมาตรการภาครัฐช่วงต้นปี 2026 จึงเริ่มชี้ตรงไปที่การคัดกรองนิติบุคคล
และความเสี่ยงของการถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า สะท้อนว่าโจทย์ของการฟอกเงิน ไม่ได้อยู่ที่ “ใครถือบัญชี” เท่านั้น แต่รวมถึง “ใครสร้างความน่าเชื่อถือให้เส้นทางเงิน” ด้วย ยิ่งระบบดูเป็นทางการมากเท่าไร คนเสียหาย และหน่วยงานตรวจสอบเบื้องต้น ก็ยิ่งถูกหลอกได้ง่ายขึ้นเท่านั้น (8 เมษายน 2025) [2]
แม้มาตรการระงับบัญชี และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน จะเข้มขึ้นมาก แต่ก็ยังมีคำวิจารณ์สำคัญอยู่หลายด้าน ด้านแรกคือความเร็ว แม้ระบบจะตอบสนองเร็วขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก แต่คดีจำนวนมาก ยังแข่งกับเวลาได้ยาก เพราะเงินสามารถถูกโอนกระจายออก จากบัญชีแรกภายในเวลาไม่นาน
ส่วนในเรื่องความแม่นยำ การจัดการบัญชีต้องสงสัย จำเป็นต้องแยกให้ออกว่าใคร เป็นผู้ร่วมขบวนการจริง ใครประมาท และใครเป็นผู้เสียหาย ที่ถูกหลอกใช้ หากระบบคุมเข้มอย่างเดียว แต่ไม่ละเอียดพอ ก็อาจกระทบคนสุจริตได้ อีกด้านคือการปรับตัวของอาชญากร เมื่อภาครัฐปิดช่องทางหนึ่ง
เครือข่ายก็พร้อมขยับไปอีกช่องทางทันที เช่น ใช้หลายบัญชีพร้อมกัน ใช้คนหลายชั้น ใช้นิติบุคคลบังหน้า หรือโยกเงิน ไปยังรูปแบบที่ตรวจสอบยากกว่าเดิม ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องที่จะจบ ด้วยการจับกุมครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่เป็นเกมยืดเยื้อ ระหว่างการกำกับดูแล กับการหลบเลี่ยง (22 มกราคม 2026) [3]
คำเตือนที่สำคัญที่สุดคือ อย่าคิดว่าการให้ยืมบัญชีเป็นเรื่องเล็ก ไม่ว่าจะเป็นบัญชีธนาคาร ซิมโทรศัพท์ หรือการเปิดบัญชี ตามคำชวนของคนรู้จัก หากเราไม่รู้ว่าปลายทางใช้ทำอะไร เรากำลังเปิดช่องให้ชื่อของตัวเอง ไปผูกกับเส้นทางเงินที่อาจมีปัญหา
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ ข้อเสนอที่ดูง่ายเกินจริง เช่น รับจ้างเปิดบัญชี รับค่าตอบแทนรายวัน เพื่อรับโอนเงินแทนลูกค้า หรือให้ใช้ชื่อเปิดบัญชีบริษัท โดยอ้างว่าเป็นเพียงขั้นตอนเอกสาร หลายครั้งจุดเริ่มต้นของบัญชีม้า ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจทำผิด แต่เริ่มจากการถูกทำให้รู้สึกว่า “ไม่น่ามีอะไร”
หากพบความผิดปกติ เช่น มีเงินแปลกปลอมเข้าบัญชี มีคนพยายามขอใช้บัญชี หรือสงสัยว่าตัวเอง อาจถูกใช้เป็นทางผ่าน ควรรีบติดต่อธนาคาร และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพราะยิ่งปล่อยเวลาให้ผ่านไป เส้นทางเงินก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น และความเสี่ยงทางกฎหมาย ก็ยิ่งตามมาหนักขึ้น
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้บัญชีม้าอันตรายที่สุด ไม่ใช่เพียงมันรับเงินแทนใครบางคน แต่คือมันทำให้ความผิด ดูเหมือนความปกติ และเมื่อใดที่สังคม แยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ยาก เมื่อนั้นต้นทุนของความเสียหาย ก็จะไม่ได้ตกอยู่แค่ที่ผู้เสียหายรายหนึ่งรายใด แต่จะกระทบความเชื่อมั่น ของทั้งระบบการเงิน
ความต่างอยู่ที่วัตถุประสงค์ และบริบทของธุรกรรม หากบัญชีถูกใช้เพื่อรับเงินที่ไม่รู้ที่มา โอนต่อหลายทอด หรือช่วยพรางเส้นทางเงิน ของผู้กระทำผิด บัญชีนั้นย่อมไม่ใช่การรับโอนแทนกันแบบปกติ ต่อให้เจ้าของบัญชี ไม่ได้เป็นคนหลอกเหยื่อเอง ก็ยังอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการฟอกเงินได้
เพราะนิติบุคคล สร้างภาพความน่าเชื่อถือได้มากกว่า ทั้งจากชื่อบริษัท เอกสาร และรูปแบบธุรกรรม ที่ดูเหมือนกิจกรรมทางธุรกิจจริง เมื่อเงินผิดกฎหมาย ไหลผ่านโครงสร้างแบบนี้ คนภายนอกมักจับความผิดปกติได้ยากกว่าเดิม และนี่คือเหตุผลที่ภาครัฐ เริ่มจับตาประเด็นนี้ อย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงหลัง

