
การ์ดสองทาง เดชอนเต้ เมอร์เร่ ผู้เล่นที่คอยค้ำสมดุลทีม
- Harry P
- 9 views

การ์ดสองทาง เดชอนเต้ เมอร์เร่ (Dejounte Murray) ไม่ใช่การ์ดสองทางที่เด่นเพราะทำทุกอย่างได้ครบ แต่เด่นเพราะเขาทำหลายอย่าง ในระดับที่เปลี่ยนรูปเกมได้จริง ทั้งกดดันบอล, รีบาวด์จากตำแหน่งการ์ด, ดึงเกมเข้าจังหวะกลาง, สร้างแต้มจากมิดเรนจ์ และช่วยให้ทีมไม่เสียสมดุลง่ายในสองฝั่งสนาม
เมอร์เร่เป็นการ์ดที่มีผลต่อเกมหลายทาง เขาสูงยาวพอจะก่อกวนทางเดินบอล อ่านจังหวะขโมยบอลได้ดี รีบาวด์เกินมาตรฐานผู้เล่นแดนหลัง และเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้ทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เขามีคุณค่า แม้ในคืนที่เกมรุกไม่ได้ระเบิดมากนัก และภาพนี้ชัดมาตั้งแต่ช่วง San Antonio Spurs
หลังถูกดราฟต์อันดับ 29 ในปี 2016 เขาค่อยๆถูกปั้นให้เป็นการ์ด ที่รับผิดชอบหลายด้าน และจุดสูงสุดของช่วงนั้น คือฤดูกาล 2021-22 เมื่อเขาติด All-Star เป็นครั้งแรก ติด All-Defensive Second Team และเป็นผู้นำลีกด้านสตีล ช่วงนั้นเองที่คำว่า two-way ของเมอร์เร่ชัดที่สุด
เพราะทั้งเกมรับ และการคุมเกมรุกเริ่มเดินไปพร้อมกัน โดยในฤดูกาลนั้นเขาทำเฉลี่ย 21.1 แต้ม 9.2 แอสซิสต์ 8.3 รีบาวด์ และ 2.0 สตีลต่อเกม ตัวเลขนี้ยืนยันว่าเขาไม่ใช่แค่การ์ดที่ทำแต้มได้ แต่เป็นผู้เล่นที่สร้างผลกระทบต่อเกมหลายชั้น ทั้งเก็บรีบาวด์ และต่อเกมบุกให้ทีมได้ต่อเนื่อง (13 เมษายน 2026) [1]
เมื่อดูแบบเจาะลึก เมอร์เร่ไม่ใช่การ์ดสองทางสายคลาสสิก ที่โดดเด่นด้วยการชู้ตสามแต้มระดับสูง หรือการบุกทะลุวงใน แบบระเบิดสุดทางตลอดเวลา จุดเด่นของเขาอยู่ที่จังหวะกลางมากกว่า เขาเป็นผู้เล่นที่ชอบคุมเกมในพื้นที่มิดเรนจ์ ใช้ความยาวแขน และก้าวยาวสร้างมุมชู้ตของตัวเอง
ในเกมรับ คุณค่าไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขสตีล แต่มีผลต่อการตัดสินใจของคู่แข่งตั้งแต่ต้นทาง การ์ดที่ยาว และไวแบบเมอร์เร่ ทำให้คนถือบอล ต้องเปลี่ยนมุมจ่ายบอลเร็วขึ้น ต้องระวังมือที่พร้อมแหย่ และต้องเล่นด้วยความแม่นยำมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ไม่เห็นครบใน box score แต่โค้ชให้ค่ามาก
อีกจุดที่ทำให้เขามีค่า คือการรีบาวด์จากตำแหน่งการ์ด ผู้เล่นประเภทนี้ช่วยทีมได้มาก โดยเฉพาะในยุคที่เกมวิ่งเร็วขึ้น เพราะเมื่อการ์ดเก็บบอลเองได้ ทีมสามารถเปลี่ยนจากการป้องกัน ไปสู่เกมบุกได้ทันที โดยไม่ต้องเสียจังหวะส่งออกด้านข้างก่อน เมอร์เร่จึงเป็นคนต่อเกมบุกให้เกิดเร็วขึ้นด้วย
ช่วงสำคัญอีกช่วงของอาชีพเมอร์เร่ เกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อถูกเทรดจาก Spurs ไป Atlanta Hawks เพื่อจับคู่กับ อัจฉริยะเกมบุก อย่างเทร ยัง ตอนนั้นนี่คือการทดลองที่น่าสนใจมาก เพราะฮอกส์ต้องการการ์ด ที่ช่วยแบ่งภาระจากเทร ยัง ทั้งในเกมรุก และเกมรับ (30 มิถุนายน 2022) [2]
ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่พิสูจน์ว่าเมอร์เร่ สามารถเป็นตัวสร้างเกม ในทีมที่คาดหวังผลงานจริงจังได้ มีหลายช่วงที่เกมรุก ดีพอให้เห็นว่าสามารถเล่นเป็น ball-handler หลักได้ในหลายคืน จนฤดูกาล 2023-24 เมอร์เร่ทำเฉลี่ยสูงสุดในอาชีพที่ 22.5 แต้มต่อเกม พร้อม 6.4 แอสซิสต์ 5.3 รีบาวด์ และ 1.4 สตีล
แต่ในอีกด้าน ช่วงเวลาที่ฮอกส์ ก็ทำให้ข้อจำกัดถูกเห็นชัดขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อบทบาท ถูกขยายให้ต้องแบก creation มากขึ้น คำถามเรื่องการชู้ตสามแต้ม ที่ยังไม่คงเส้นคงวา ความเฉียบในการตัดสินใจปลายเกม และความพอดีของการเล่นข้างการ์ดอีกคน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้น

Atlanta Hawks ตกลงเทรดเมอร์เร่ไป New Orleans Pelicans เป็นดีลที่เสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2024 เป้าหมายของ Pelicans ค่อนข้างชัด คือการได้การ์ดที่ช่วยจัดระเบียบทีม และแบ่งภาระการคุมบอลจากแกนหลักคนอื่น ในช่วงที่ทีมพยายามสร้างโครงสร้างให้ชัดขึ้นรอบ ไซออน วิลเลียมสัน
แต่เรื่องราวกลับไม่เดินแบบนั้นทั้งหมด เกมเปิดตัวกับทีม เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2024 เมอร์เร่ทำ 14 แต้ม 10 แอสซิสต์ 8 รีบาวด์ ก่อนจะได้รับบาดเจ็บ กระดูกมือซ้ายหักในเกมเดียวกัน ต้องพักยาวทันที นี่เป็นสัญญาณแรกว่าฤดูกาลแรกใน Pelicans จะไม่ง่ายอย่างที่หลายคนหวัง (24 ตุลาคม 2024) [3]
เมอร์เร่กลับมาแสดงให้เห็น ว่าสามารถช่วยทีมได้หลายด้าน โดยฤดูกาล 2024-25 ลงเล่น 31 เกม ทำเฉลี่ย 17.5 แต้ม 7.4 แอสซิสต์ 6.5 รีบาวด์ และ 2.0 สตีลต่อเกม แต่วันที่ 31 มกราคม 2025 กลับเกิดจุดเปลี่ยนใหญ่อีกครั้ง เมื่อเอ็นร้อยหวายขวาฉีก ในเกมกับ Boston Celtics และต้องปิดฤดูกาลทันที
หลังพักฟื้นยาว เมอร์เร่กลับมาลงเล่นอีกครั้ง ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 กับ Golden State Warriors หลังหายไปเกือบ 13 เดือน โดยทำ 13 แต้มในเกมคัมแบ็ก และอีกไม่กี่วันต่อมาก็มีเกม 17 แต้ม 9 แอสซิสต์ 4 สตีล กับ Utah Jazz ซึ่งพอจะยืนยันได้ว่าความเป็นการ์ดสองทางของเขา ยังไม่หายไปทั้งหมด
สถิติฤดูกาล 2025-26 จนถึงช่วงท้ายฤดูกาลเฉลี่ยอยู่ที่ 16.7 แต้ม 5.4 รีบาวด์ 6.4 แอสซิสต์ และชู้ตฟิลด์โกล 48.4 เปอร์เซ็นต์ ภาพรวมจึงยังบอกว่าเขาช่วยคุมเกม และมีน้ำหนักในเกมบุกได้เหมือนเดิม เพียงแต่คำถามสำคัญคือ จะกลับไปใกล้ระดับก่อนเจ็บได้มากแค่ไหนในระยะยาว
นั่นทำให้ช่วงนี้ของอาชีพน่าสนใจมาก เพราะ Achilles tear ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลข แต่กระทบรูปแบบการเล่นโดยตรง หากความเร็ว และการระเบิดไม่เหมือนเดิม เมอร์เร่ก็ต้องทำให้การอ่านเกม การชู้ต และการคุมจังหวะ กลายเป็นจุดเด่นที่ใหญ่ขึ้นแทน
แม้คำว่า two-way จะเหมาะกับเมอร์เร่ แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้เล่นที่ไร้ข้อกังขา ในสนามยังถูกวิจารณ์เรื่องความสม่ำเสมอของเกมรุก โดยเฉพาะเมื่อรับบทตัวทำเกมหลักต่อเนื่อง เพราะแม้จะสร้างแต้มเองได้ แต่ยังไม่ได้กดดันแนวรับ ด้วยการชู้ตไกลระดับเปลี่ยน spacing ได้ชัดเจนเท่าการ์ดระดับท็อปบางคน
อีกด้านหนึ่ง เมอร์เร่ก็เคยถูกวิจารณ์เรื่องวินัย และอารมณ์การแข่งขัน โดยเฉพาะในเพลย์ออฟปี 2023 ที่ถูก NBA แบน 1 เกมในซีรีส์กับ Boston Celtics จากการทำ inappropriate contact และ verbal abuse ต่อกรรมการ เหตุการณ์นี้อาจไม่ใหญ่พอจะนิยามทั้งอาชีพ
แต่ก็สะท้อนว่าเขา ไม่ได้มีแต่ด้านที่ได้รับคำชม ส่วนเรื่องนอกสนาม เมอร์เร่ยังเป็นผู้เล่นที่ถูกพูดถึงอยู่บ้าง จากบุคลิกตรง และอารมณ์การแข่งขันสูง ซึ่งมีทั้งด้านบวก และด้านลบ ด้านหนึ่งมันทำให้ดูจริงจังกับเกมมาก แต่อีกด้าน เมื่อผลงานทีมไม่ลงตัว บุคลิกแบบนี้ก็มักถูกขยายผ่านคำวิจารณ์ได้ง่าย
สุดท้าย การ์ดสองทาง เดชอนเต้ เมอร์เร่ เป็นผู้เล่นที่ทำให้ทีมเห็นชัดว่า ความสมดุลยังมีราคาเสมอใน NBA ยุคปัจจุบัน และแม้อาการบาดเจ็บ จะทำให้อนาคตของเขา มีเครื่องหมายคำถามมากขึ้น แต่ตราบใดที่เขายังปรับเกมของตัวเอง ให้เข้ากับร่างกายเวอร์ชันใหม่ได้ เขาก็ยังเป็นชื่อที่มีน้ำหนักมาก
จุดแข็งที่สุดคือการทำหลายอย่างในระดับที่ช่วยทีมได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการกดดันทางเดินบอล อ่านจังหวะขโมยบอล เก็บรีบาวด์ และเปลี่ยนเกมรับ เป็นเกมรุกอย่างรวดเร็ว เมอร์เร่อาจไม่ได้เด่นแบบการ์ดสายทำแต้มจัดจ้านทุกคืน แต่มีน้ำหนักต่อสมดุลของทีมสูงมาก
ส่งผลมาก โดยเฉพาะเอ็นร้อยหวายขวาฉีกในเดือนมกราคม 2025 เพราะอาการบาดเจ็บแบบนี้กระทบทั้งสปีด ความคล่องตัว และแรงระเบิด ซึ่งเป็นหัวใจของการเล่นตำแหน่งการ์ด ดังนั้นคำถามสำคัญหลังจากนี้ จึงไม่ใช่แค่ว่าจะกลับมาลงเล่นได้ไหม แต่คือจะกลับมาใกล้ระดับเดิมได้มากแค่ไหน

