
จอมล้วงบอล มาติส ธีบูลล์ ผู้เล่นแนวรับนอกสายตา
- Harry P
- 9 views

จอมล้วงบอล มาติส ธีบูลล์ (Matisse Thybulle) เป็นผู้เล่นประเภทที่ทำให้เกมของคู่แข่ง เสียรูปก่อนจังหวะชู้ตจะเกิดขึ้นจริง จุดเด่นของเขาอยู่ที่การอ่านเส้นทางบอล ล้วงบอล ปัดบอล บล็อก และกดดันการตัดสินใจของคู่แข่ง จนหลายครั้งคุณค่าของเขา ไม่ได้ปรากฏชัดใน box score แต่ปรากฏในจังหวะที่เกมรุกอีกฝั่ง ไม่สามารถเล่นตามแผนเดิมได้
มาติส ธีบูลล์เป็นผู้เล่นเกมรับ ที่มีลักษณะเฉพาะมากกว่าวิงทั่วไป เขาไม่ได้ยืนรอป้องกันแบบนิ่งๆ หรือใช้แค่ความยาวแขน ในการรบกวนลูกชู้ต แต่พยายามอ่านเกม ตั้งแต่ก่อนบอลจะถูกส่งออกจากมือคู่แข่ง นั่นทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ทำลายจังหวะ ไม่ใช่แค่ป้องกันจังหวะสุดท้าย
สิ่งที่ทำให้ธีบูลล์น่ารำคาญสำหรับคู่แข่ง คือเขาเล่นเหมือนรู้ว่าเพลย์ กำลังจะไปทางไหน เขามักยืนในตำแหน่งที่ดูเหมือนเปิดช่อง แต่จริงๆแล้วกำลังล่อให้คู่แข่ง ส่งบอลไปยังพื้นที่ที่เขาพร้อมจะพุ่งเข้าไปตัด นี่คือเกมรับแบบเสี่ยงสูง แต่ถ้าสำเร็จ มันเปลี่ยนจากเพลย์รุกของคู่แข่ง ให้กลายเป็นจังหวะสวนกลับได้ทันที
ภาพจำของเขาจึงไม่ใช่ผู้เล่น ที่หยุดคู่แข่งด้วยพละกำลังอย่างเดียว แต่เป็นคนที่ทำให้คู่แข่งลังเล การ์ดที่กำลังจะจ่ายบอล ต้องคิดเพิ่มอีกเสี้ยววินาที ตัวทำแต้มที่กำลังจะขึ้นชู้ต ต้องระวังมือที่พุ่งมาจากด้านข้าง และจังหวะธรรมดาของเกมรุก ก็ถูกทำให้ไม่ธรรมดา เพราะการมีอยู่ของเขา
ธีบูลล์เคยติดทีม NBA All-Defensive Second Team 2 ครั้ง ในปี 2021 และ 2022 ซึ่งเป็นหลักฐานชัดว่า เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่นพลังงานสูง แต่เป็นตัวรับที่ลีกยอมรับในระดับจริงจัง จุดเด่นของเขาไม่จำกัดอยู่ที่การสตีล เพราะเขายังบล็อกได้ดีเกินตำแหน่ง และมักรบกวนบอล ในจังหวะที่คู่แข่งคิดว่าปลอดภัย
ในฤดูกาล 2025-26 เขาลงเล่นให้ Portland Trail Blazers 30 เกม เฉลี่ย 5.8 แต้ม 2.0 รีบาวด์ 0.9 แอสซิสต์ และมี 2.0 สตีลต่อเกม ทั้งที่ลงเล่นเฉลี่ยเพียง 16.0 นาที (8 พฤษภาคม 2026) [1] ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันสะท้อนว่าธีบูลล์ ไม่ต้องอยู่ในสนามนานมาก ก็สามารถทิ้งรอยนิ้วมือบนเกมรับได้ชัดเจน
หากดูต่อในเชิงประสิทธิภาพ เขายังมีเปอร์เซ็นต์สามแต้ม 39.8% ในฤดูกาลเดียวกัน ซึ่งช่วยให้ภาพของเขา ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวรับ ที่คู่แข่งปล่อยได้เสมอ แม้คำถามเรื่องความสม่ำเสมอยังมีอยู่ แต่การชู้ตระดับนี้ ทำให้เขามีโอกาสยืนในระบบเกมรุก ได้มากกว่าช่วงที่ภาพจำของเขา ถูกผูกกับคำว่าเกมรับอย่างเดียว
เกมรับของธีบูลล์มีเสน่ห์เพราะความกล้า แต่ความกล้านั้นก็มาพร้อมความเสี่ยง เขาเป็นผู้เล่นที่ชอบอ่านเส้นทางบอล และพุ่งไปตัดจังหวะ หากอ่านถูก ทีมจะได้สตีล ได้จังหวะเปลี่ยนเกม หรืออย่างน้อยทำให้คู่แข่งเสียรูป แต่ถ้าอ่านพลาด แนวรับด้านหลังอาจต้องรับภาระทันที
นี่คือเหตุผลที่ผู้เล่นแบบธีบูลล์ ต้องอยู่ในระบบที่เข้าใจวิธีใช้เขา ทีมต้องรู้ว่าเมื่อไรควรปล่อยให้เขาเสี่ยง และเมื่อไรต้องให้เขาเล่น แบบคุมพื้นที่มากกว่าไล่ล่าบอล เพราะถ้าความเสี่ยงถูกใช้ผิดจังหวะ จุดแข็งของเขา อาจกลายเป็นช่องว่างให้คู่แข่งโจมตี
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงนี้เอง ที่ทำให้เขาแตกต่างจากตัวรับธรรมดา ผู้เล่นบางคนเล่นเกมรับปลอดภัย แต่ไม่ทำให้คู่แข่งกลัว ขณะที่ธีบูลล์อาจมีจังหวะหลุดบ้าง แต่เขาทำให้คนถือบอลรู้สึกไม่สบายใจตลอดเวลา และในเกมระดับสูง ความไม่สบายใจเพียงเสี้ยววินาที สามารถเปลี่ยนคุณภาพของเพลย์ได้จริง

เส้นทางของธีบูลล์กับ Philadelphia 76ers คือจุดที่ทำให้ชื่อของเขา ถูกผูกกับเกมรับระดับสูง เขาเข้าลีกมาในฐานะผู้เล่น ที่สามารถช่วยทีมชนะได้ทันที ผ่านพลังงาน เกมรับ และความสามารถในการรบกวนบอล แต่เมื่อทีมต้องการความสมดุลเกมรุกมากขึ้น ข้อจำกัดของเขา ก็ถูกมองเห็นชัดกว่าเดิม
กับ 76ers ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาป้องกันไม่ดี แต่คือทีมมีแกนเกมรุก ที่ต้องการพื้นที่อย่างละเอียด โดยเฉพาะการเล่นร่วมกับ โจเอล เอ็มบีด และเจมส์ ฮาร์เดน ระบบแบบนี้ต้องการผู้เล่นรอบข้าง ที่ชู้ตได้ต่อเนื่องพอให้คู่แข่ง ไม่กล้าทิ้งตัวประกบ หากผู้เล่นคนหนึ่งถูกปล่อยโล่งซ้ำๆ พื้นที่ของดาวหลักจะถูกบีบลงทันที
การย้ายไป Portland Trail Blazers จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนโจทย์ใหม่ ธีบูลล์ไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นตัวสร้างเกมรุกหลัก แต่ถูกมองในฐานะผู้เล่น ที่สามารถซ่อมจุดอ่อนเกมรับวงนอก เพิ่มมือไว เพิ่มแขนยาว และเพิ่มความกวนประสาทให้ทีม ที่ต้องการความดุดันมากขึ้นในฝั่งป้องกัน
ในระบบที่มีเอ็มบีดเป็นศูนย์กลาง การยืนตำแหน่งของผู้เล่นรอบข้าง มีความหมายมากกว่าการอยู่ให้ครบห้าคนบนสนาม ทุกพื้นที่รอบตัวเอ็มบีด ต้องทำให้คู่แข่งลังเลว่าจะช่วยป้องกัน หรือกลับไปปิดมือชู้ต หากธีบูลล์ยังไม่ใช่คนที่ชู้ตได้ จนคู่แข่งต้องเคารพทุกคืน เกมรุกของทีมก็จะถูกบีบมากขึ้น
เมื่อฮาร์เดนเข้ามาเป็นตัวเล่น two-man game ร่วมกับเอ็มบีด ปัญหานี้ยิ่งชัด เพราะจังหวะ pick-and-roll หรือ pick-and-pop ต้องการพื้นที่ด้านข้าง และมุมสนามที่สะอาด ผู้เล่นที่ยืนมุมต้องเป็นภัยคุกคามจริง ไม่ใช่แค่ยืนเพื่อให้ครบตำแหน่ง ตรงนี้ทำให้ธีบูลล์ แม้จะมีเกมรับยอดเยี่ยม แต่ก็ถูกจำกัดบทบาทในบางไลน์อัพ
นี่คือภาพสะท้อนของ NBA ยุคใหม่ ผู้เล่นเกมรับอย่างเดียว แทบไม่มีพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป หากต้องการอยู่ในสนามนาน เขาต้องทำให้เกมรุกไม่เสียสมดุล ธีบูลล์จึงไม่ได้แพ้เพราะเกมรับ แต่ถูกตั้งคำถามเพราะเกมรุกยังไม่เสถียรพอ สำหรับระบบที่ต้องการ spacing สูง
Portland Trail Blazers มองเห็นธีบูลล์จากอีกมุมหนึ่ง ทีมไม่ได้ต้องการให้เขาเป็นคนทำแต้มหลัก เพราะในช่วงที่เขาย้ายมา Trail Blazers มีผู้เล่นเกมรุกที่ผลิตแต้มได้อยู่แล้ว สิ่งที่ทีมขาดคือผู้เล่นวงนอก ที่ทำให้คู่แข่งเล่นยากขึ้น โดยเฉพาะหลังเสียผู้เล่นเกมรับอย่าง Gary Payton II และ Josh Hart ออกไป
การมีธีบูลล์ทำให้ Trail Blazers ได้ผู้เล่นที่สามารถเปลี่ยนโทนเกมรับได้ทันที เขาอาจไม่ได้แก้ทุกปัญหา เพราะเกมรับของทีมขึ้นอยู่กับโครงสร้างทั้งห้าคน แต่เขาเพิ่มสิ่งที่ทีมขาดชัดเจน คือมือไว ความยาว การอ่านบอล และความสามารถในการทำให้คู่แข่ง ไม่ผ่านเพลย์ง่ายๆ
เกมเปิดตัวกับ Trail Blazers ก็ช่วยสร้างภาพจำที่ดี เมื่อเขาทำ 14 แต้ม ในเกมที่ Portland Trail Blazers ชนะ Los Angeles Lakers 127-115 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2023 จุดนี้ทำให้ความหวังของทีม ไม่ใช่แค่ได้ตัวรับเพิ่ม แต่ได้ผู้เล่นที่ถ้าชู้ตได้พอประมาณ เกมรับของเขาจะยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้นทันที (14 กุมภาพันธ์ 2023) [2]
ถ้าดูแค่แต้มเฉลี่ย ธีบูลล์อาจดูเหมือนผู้เล่นบทบาทเล็ก แต่ถ้าอ่านเกมผ่านสิ่งที่เขาทำในฝั่งรับ ภาพจะเปลี่ยนไปมาก เขาคือผู้เล่นที่มีค่า ในจังหวะที่ไม่กลายเป็นไฮไลต์เสมอไป เช่น การปิดมุมจ่าย การชะลอบอลแฮนด์เลอร์ หรือการทำให้คู่แข่งต้องเริ่มเพลย์ใหม่
ตลอดอาชีพ NBA เขาทำเฉลี่ย 5.0 แต้ม 2.0 รีบาวด์ 1.1 แอสซิสต์ 1.6 สตีล และ 0.8 บล็อกต่อเกม ตัวเลขแต้มอาจไม่สูง แต่ค่าเฉลี่ยสตีล และบล็อกจากผู้เล่นตำแหน่งการ์ด/วิง บอกชัดว่าเขาไม่ใช่ผู้เล่นธรรมดาในเชิงเกมรับ
สิ่งสำคัญคือ ต้องอ่านสถิติของธีบูลล์แบบสัมพันธ์กับนาที และบทบาท เขาไม่ใช่ผู้เล่นที่ถือบอลมาก ไม่ได้มี usage สูง และไม่ได้ถูกออกแบบเพลย์ให้ทำแต้ม แต่เมื่ออยู่ในสนาม เขามักทำให้เกมรับมีชีวิตขึ้น ผ่านจังหวะเล็กๆ ที่บีบให้คู่แข่งเร่ง รีบ หรือเปลี่ยนการตัดสินใจ
ฤดูกาล 2025-26 เป็นตัวอย่างที่ดีของการอ่านธีบูลล์ แบบไม่ดูแค่แต้ม เขาลงเล่น 30 เกม ไม่มีเกมที่ออกสตาร์ต เฉลี่ยเพียง 16.0 นาที แต่ยังทำได้ 2.0 สตีลต่อเกม นั่นหมายความว่าแม้บทบาทลดลง เขายังสร้างผลกระทบด้านเกมรับ ในเวลาจำกัดได้ชัด
การชู้ตสามแต้ม 39.8% ในฤดูกาลเดียวกันก็เป็นจุดที่ควรจับตา เพราะถ้าเขารักษาระดับการชู้ต ให้ใกล้เคียงนี้ได้ต่อเนื่อง มูลค่าของเขาจะสูงขึ้นมาก ผู้เล่นที่ป้องกันระดับนี้ และชู้ตมุมได้พอเชื่อถือได้ จะกลายเป็นชิ้นส่วน ที่หลายทีมใช้เติมรอยรั่วในเกมใหญ่
แต่คำว่า “ต่อเนื่อง” ยังเป็นโจทย์สำคัญ เพราะธีบูลล์เคยมีหลายช่วง ที่เปอร์เซ็นต์ชู้ตขึ้นลง เมื่อเข้าสู่เพลย์ออฟ หรือเกมที่คู่แข่งวางแผนละเอียดกว่าเดิม การชู้ตที่ไม่มั่นคงอาจทำให้เขาถูกปล่อย และเมื่อถูกปล่อยบ่อยเกินไป คุณค่าด้านเกมรับ ก็อาจไม่พอชดเชยผลกระทบต่อ spacing
ตัวเลขอาชีพของธีบูลล์ สะท้อนภาพผู้เล่นเฉพาะทางอย่างชัดเจน เขาไม่ใช่ scorer ไม่ใช่ playmaker หลัก และไม่ใช่คนที่ทีมจะฝากบอล ให้สร้างแต้มเอง แต่เป็นผู้เล่นที่ทำหน้าที่ขัดจังหวะคู่แข่ง และเติมความวุ่นวายเชิงบวกให้ฝั่งเกมรับ
ในเชิง leaderboard เขาเคยมีชื่อเกี่ยวกับสถิติสตีลหลายฤดูกาล และมีช่วงที่โดดเด่นมากในสถิติต่อ 36 นาที หรือต่อ 100 possessions ซึ่งเหมาะกับการอ่านผู้เล่น ที่ไม่ได้ลงนาทีมหาศาล เพราะทำให้เห็นว่าหากเทียบตามเวลาที่อยู่ในสนาม เขาสร้างเหตุการณ์เกมรับได้ถี่แค่ไหน
เพลย์ออฟเป็นเวทีที่ทีมคู่แข่งมีเวลาศึกษา และไม่มีใครปล่อยจุดอ่อนผ่านไปง่ายๆ ผู้เล่นที่ชู้ตไม่สม่ำเสมอจะถูกทดสอบซ้ำ ผู้เล่นที่สร้างเกมเองไม่ได้ จะถูกบีบให้ตัดสินใจเร็ว และผู้เล่นที่ทำร้ายเกมรับได้อย่างเดียว อาจถูกลดบทบาทหากทีมเสีย spacing มากเกินไป
ในเพลย์ออฟ 2026 ธีบูลล์ลงเล่น 4 เกม เฉลี่ย 13.3 นาที ทำได้ 1.8 แต้ม 2.0 รีบาวด์ 1.0 แอสซิสต์ 0.8 สตีล และ 0.8 บล็อก แต่ชู้ตฟิลด์โกลเพียง 14.3% และสามแต้ม 9.1% ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่าเกมใหญ่ สามารถขยายข้อจำกัดเกมรุกของเขาได้แรงมาก
ถึงอย่างนั้น นี่ไม่ได้ลบคุณค่าเกมรับของเขา แต่ทำให้เห็นเงื่อนไขของการใช้ธีบูลล์ให้ถูกต้อง ทีมต้องเลือกจังหวะ ใช้เขากับ matchup ที่เหมาะ และต้องมีโครงสร้างเกมรุก ที่ไม่ปล่อยให้เขากลายเป็นจุดที่คู่แข่ง ใช้ปิดพื้นที่ทั้งระบบ
อีกมิติที่ทำให้ธีบูลล์น่าสนใจ คือบทบาทกับทีมชาติออสเตรเลีย เขาไม่ใช่แค่ผู้เล่น NBA ที่มีเชื้อสาย หรือสัญชาติออสเตรเลียเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพเกมรับวงนอก ที่แข็งแรงของ Boomers ซึ่งมีผู้เล่นตัวใหญ่ แขนยาว และสลับตัวประกบได้หลายตำแหน่ง
ในทีมชาติ บทบาทของธีบูลล์ยิ่งชัด เพราะเขาไม่จำเป็นต้องถูกนิยาม ผ่านแต้มมากนัก ระบบที่มีการ์ด และวิงหลายคนช่วยกันกดดันบอล ทำให้เขาสามารถใช้จุดเด่น เรื่องการอ่านเส้นทางจ่าย การปัดบอล และการช่วยซ้อนจากด้านข้างได้เต็มขึ้น
เขายังเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติออสเตรเลีย ชุดที่คว้าเหรียญทองแดงโอลิมปิก โตเกียว 2020 ซึ่งเป็นเหรียญแรก ในประวัติศาสตร์บาสเกตบอลชายของออสเตรเลีย จุดนี้ช่วยเพิ่มภาพว่าเกมรับของเขา ไม่ได้มีค่าแค่ใน NBA แต่ยังมีความหมาย ในเวทีที่รูปแบบเกมต่างออกไปด้วย
เมื่อพูดถึงเกมรับวงนอกของออสเตรเลีย ชื่อของ Josh Green, Dyson Daniels และ Matisse Thybulle มักสร้างภาพของกลุ่มผู้เล่นที่ไม่ได้ตัวเล็ก ป้องกันหนึ่งต่อหนึ่งได้ และสามารถสลับประกบได้หลากหลาย การมีผู้เล่นแบบนี้พร้อมกัน ทำให้ทีมไม่ต้องพึ่งตัวรับคนเดียว แต่สร้างแรงกดดันเป็นชั้นๆได้
ธีบูลล์ในบริบทนี้ เหมาะกับบทบาทตัวเร่งความวุ่นวาย เขาสามารถออกไปกดดันบอล ตัดเลนจ่าย หรือช่วยบล็อกจาก weak side โดยมีเพื่อนร่วมทีมที่มีขนาด และความคล่องพอจะปิดพื้นที่ต่อจากเขา นี่ทำให้ความเสี่ยงของเขาถูกควบคุมได้ดีขึ้น
มุมทีมชาติยังช่วยให้เห็นว่า ธีบูลล์ไม่ใช่ผู้เล่นที่มีประโยชน์เฉพาะกับทีมหนึ่งทีมใด แต่เป็น archetype ที่ระบบเกมรับหลายแบบต้องการ หากทีมมีโครงสร้างรองรับ เขาสามารถเป็นตัวเปลี่ยนจังหวะ ที่ทำให้เกมของคู่แข่งไม่ไหลเหมือนเดิม
NBA ยุคใหม่ให้ค่ากับเกมรุกสูงมาก แต่ทีมที่หวังไปไกล ยังต้องการผู้เล่นที่สามารถหยุด หรือชะลอผู้เล่นสำคัญของอีกฝั่งได้ ในเกมที่ตัวทำแต้มระดับสูงชู้ตยากขึ้นเรื่อยๆ การมีผู้เล่นที่ทำให้พวกเขาเสียจังหวะสัก 3-4 เพลย์ อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของเกมได้ ธีบูลล์จึงยังมีราคาในฐานะ defensive specialist
ที่ถ้าเกมรุกไม่เป็นภาระมากเกินไป จะเป็นอาวุธสำคัญของทีม เขาไม่จำเป็นต้องเป็นตัวจริงทุกคืน แต่ต้องเป็นผู้เล่นที่โค้ชมั่นใจ ว่าจะส่งลงไปเปลี่ยนแรงกดดันของเกมได้ บทบาทแบบนี้อาจไม่สวยในหน้าสถิติ แต่มีความหมายมากในสนามจริง เพราะเกมชนะไม่ได้เกิดจากแต้มอย่างเดียว บางครั้งเกิดจากการทำให้คู่แข่ง ไม่ได้แต้มในจังหวะที่ควรได้ และนั่นคือพื้นที่ที่ธีบูลล์ยังคงมีคุณค่า

ธีบูลล์ยังมีภาพจำอีกด้านที่น่าสนใจ เขาเป็นนักกีฬาที่มีความสนใจด้านภาพถ่าย วิดีโอ งานศิลปะ และการสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาไม่ถูกนิยามแค่ในฐานะผู้เล่นเกมรับ แต่เป็นนักกีฬาที่มีโลกภายใน และวิธีมองรายละเอียด แตกต่างจากภาพจำแบบนักบาสสายพลังทั่วไป (22 เมษายน 2026) [3]
มุมนี้ไม่ได้แยกขาดจากบาสเกตบอล เพราะการเป็นช่างสังเกต คือหัวใจสำคัญของเกมรับ ธีบูลล์เป็นผู้เล่นที่ต้องอ่านสายตา อ่านไหล่ อ่านมือ และอ่านจังหวะก่อนบอลเคลื่อนที่ การมีนิสัยชอบมองรายละเอียดเล็กๆ จึงเชื่อมกับวิธีที่เขาเล่นเกมรับได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ในยุคที่นักกีฬา ถูกคาดหวังให้ทุ่มทั้งหมดให้กีฬาเพียงอย่างเดียว ธีบูลล์ให้ภาพอีกแบบหนึ่งว่า การมีชีวิตนอกสนาม ไม่ได้จำเป็นต้องลดทอนความเป็นนักกีฬาเสมอไป บางครั้งมันช่วยให้ผู้เล่นกลับมาสู่เกม ด้วยสายตาที่นิ่งขึ้น และมีพื้นที่ทางใจมากพอจะรับมือกับความกดดัน
ถ้ามองให้ลึก เกมรับของธีบูลล์มีความเป็นศิลปะในแบบของมัน เขาไม่ได้ใช้แค่ร่างกาย แต่ใช้จังหวะ ความอดทน และการอ่านความเคลื่อนไหวเล็กๆ ก่อนตัดสินใจพุ่งเข้าไปเสี่ยง เหมือนคนที่รอเฟรมภาพที่ถูกต้องก่อนกดชัตเตอร์
การล้วงบอลของเขา จึงไม่ใช่แค่ความไวของมือ แต่เป็นผลลัพธ์ของการเห็นสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น เขาอ่านว่าคู่แข่งกำลังจะหมุนตัวไปทางไหน เห็นว่าคนจ่ายบอลเริ่มเปิดไหล่ และรู้ว่าลูกส่งกำลังจะผ่านช่องใด สิ่งเหล่านี้คือรายละเอียดที่เกิดขึ้นเร็วมาก แต่ผู้เล่นเกมรับระดับสูงต้องจับให้ทัน
นี่ทำให้ธีบูลล์เป็นผู้เล่นที่น่าสนใจมากกว่าคำว่า “ตัวรับ” เพราะเขาไม่ได้ป้องกันด้วยสูตรสำเร็จเท่านั้น แต่ป้องกันด้วยสายตาของคนที่เฝ้ามองเกมอย่างละเอียด และพร้อมใช้จังหวะเล็กที่สุด เพื่อเปลี่ยนทิศทางของเพลย์
สุดท้าย จอมล้วงบอล มาติส ธีบูลล์ คือผู้เล่นที่เหมาะกับทีมที่มีตัวทำแต้มหลักอยู่แล้ว แต่ต้องการคนที่ทำให้เกมรับ มีแรงกดดันมากขึ้น เขาไม่ใช่คนที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเกมรุกทั้งหมด และไม่ใช่ผู้เล่นที่ควรถูกคาดหวังให้แบกแต้ม แต่เขาคือคนที่ทำให้คู่แข่ง เล่นไม่สบายตัวทุกครั้งที่ครองบอล

