
วิธีป้องกัน การเสียเงินตอนเมา รู้ทันตัวเอง ก่อนเงินหาย
- Pink Panther
- 4 views

วิธีป้องกัน การเสียเงินตอนเมา การใช้เงินตอนเมา เป็นปัญหาที่หลายคนมองข้าม เพราะในช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ การตัดสินใจมักถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ มากกว่าเหตุผล ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งกว่าจะรู้สึกตัว ก็พบว่าเงินในบัญชีหายไปแล้ว
เมื่อร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ สมองส่วนที่ควบคุมเหตุผล จะทำงานลดลง ส่งผลให้เรากล้าทำในสิ่งที่ปกติอาจไม่กล้า เช่น การซื้อของราคาแพง หรือจ่ายแทนคนอื่น โดยไม่คิดให้รอบคอบ ในสถานการณ์แบบนี้ การประเมินความเสี่ยง จะต่ำลงอย่างมาก ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย
สาเหตุสำคัญ ที่คนเมามักจะใช้จ่ายเงินตามอารมณ์ หรือมีชื่อว่า “Emotional Spending” มักจะมาจากพฤติกรรมที่หลายคนเคยเผชิญ โดยเฉพาะ ในช่วงที่รู้สึกเครียด หรือเมื่อพบกับความรู้สึกบางอย่าง เช่น ความสุข หรือความวิตกกังวล ทำให้การใช้เงินในลักษณะนี้ มักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะ เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ และการยับยั้งชั่งใจ จะทำงานลดลง ภาวะนี้ทำให้คนจำนวนมาก กล้าใช้เงินมากขึ้น โดยไม่คิดถึงผลกระทบในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการที่สมองประเมินความเสี่ยงได้แย่ลง โดยจะมีสาเหตุใดอีกบ้าง ไปดู
ที่มา: “Emotional Spending” กับจิตวิทยาการเงิน ทำไมเราถึงเผลอใช้เงิน (13 มีนาคม 2025) [1]
การป้องกันการเสียเงินตอนเมา ให้ได้ผลจริง ควรเริ่มจากการวางแผนก่อนออกไปดื่ม โดยกำหนดงบประมาณที่ชัดเจน และตัดสินใจล่วงหน้าว่า คืนนี้จะใช้เงินได้สูงสุดเท่าไหร่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยสร้างขอบเขตให้ตัวเองตั้งแต่ยังมีสติ และลดโอกาสการตัดสินใจ ตามอารมณ์เมื่อเริ่มเมา
และอีกวิธีที่เห็นผลทันที คือ ลดช่องทางการใช้เงิน เช่น ไม่พกบัตรเครดิต ไม่ผูกบัญชีกับแอปที่จ่ายเงินได้ง่าย หรือแม้แต่การลบแอปชั่วคราว ก่อนออกไปดื่ม วิธีเหล่านี้จะเพิ่มขั้นตอนในการใช้เงิน ทำให้คุณมีเวลาคิดมากขึ้นก่อนตัดสินใจ และลดโอกาสการใช้เงิน แบบฉับพลันจากอารมณ์
เคล็ดลับ
ที่มา: ใช้เงินฟุ่มเฟือย แก้ไขพฤติกรรม ป้องกันปัญหาสภาพคล่อง (สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2026) [2]

คนไทยประมาณ 1 ใน 3 มีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์ และมีแนวโน้มยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และผู้หญิง โดยการดื่มจะก่อให้เกิดผลกระทบ ด้านสุขภาพอย่างรุนแรง และมีผู้เสียชีวิต จากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ กว่าหลายหมื่นรายต่อปี ซึ่งจะมีตัวเลขอย่างไร นับตั้งแต่ปี 2021 ตามไปดูกัน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สัดส่วนประชากร ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ ระหว่างปี 2012-2017 ซึ่งรวมกันแล้ว ประมาณ 7 ลิตรต่อคนต่อปี แต่ในปี 2018 ปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลับลดลงเหลือเพียง 6 ลิตรต่อคนต่อปี เท่านั้น
ซึ่งจากการวิเคราะห์สัดส่วน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ในปี 2021 จากจำแนกตามช่วงอายุแล้ว กลุ่มอายุ 25-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุด ซึ่งจะมีตัวเลขระบุไว้ว่าอย่างไรบ้าง ตามไปดูกันได้แล้ว ดังนี้
ในขณะที่ การวิเคราะห์สัดส่วน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายจังหวัด จะสามารถจำแนกได้ ดังนี้
ที่มา: สถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย (สืบค้นเมื่อ 23 เมษายน 2026) [3]
การใช้เงินตอนเมา อาจดูเหมือนไม่มากในแต่ละครั้ง แต่เมื่อเกิดซ้ำบ่อยๆ จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายสะสม ที่กระทบการเงินอย่างชัดเจน โดยหลายคนเริ่มจากการใช้เงินเล็กน้อย แต่สุดท้ายกลับพบว่าเงินเก็บลดลง หรือไม่มีเงินเหลือในแต่ละเดือน หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจนำไปสู่การใช้เงินเกินรายได้
ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลของ ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า ประเทศไทย มีคนดื่มหนัก และทำลายสุขภาพ ประมาณ 1.4 ล้านคน โดยมี 300,000 คน ติดสุราจนทำงานไม่ได้ ซึ่งเหลืออีก 1,200,000 ล้านคน กำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตนี้ ที่อาจมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,600 บาท ต่อคนต่อเดือน
คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ khaosod
สรุป วิธีป้องกัน การเสียเงินตอนเมา ควรเริ่มจากการตั้งงบล่วงหน้า และกำหนดขอบเขตการใช้เงิน ให้ชัดเจน ก่อนออกไปดื่ม เพื่อให้ตัวเองมีกรอบ ในการควบคุมพฤติกรรม แม้ในช่วงที่สติลดลง รวมถึง การลดช่องทางการใช้เงิน เพื่อป้องกันการใช้เงิน แบบฉับพลันโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
เมื่อรู้ตัวว่าใช้เงินเกินตัวจากการเมา สิ่งแรกที่ควรทำ คือ ตั้งสติ และยอมรับความจริง ก่อนจะเริ่มจากการเปิดดูรายการใช้จ่ายทั้งหมด หลังจากนั้น ให้จัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่าย โดยแยกว่าอะไรที่จำเป็น และไม่จำเป็น หากมีรายการที่ไม่จำเป็น ควรรีบดำเนินการยกเลิก เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง
การพกเงินไปดื่ม ควรเริ่มจากการตั้งงบประมาณล่วงหน้า โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม และค่าเดินทางกลับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรเกิน 10-20% ของรายได้ต่อวัน หรือกำหนดเป็นจำนวนเงิน ที่คุณสามารถเสียได้ โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายหลัก

