
สกอร์เรอร์ ซีเจ แม็คคอลลัม ตัวรุกที่ชนะด้วยทักษะ
- Harry P
- 16 views

สกอร์เรอร์ ซีเจ แม็คคอลลัม (CJ McCollum) เป็นสกอร์เรอร์ที่ทำให้เกมรุก มีทางออกเสมอ เขาไม่ได้เป็นมือชู้ตที่ทำแต้มเก่ง เพราะในปี 2026 ที่แม็คคอลลัมอยู่ในวัย 34 ผ่านการย้ายทีมใหญ่สองครั้ง ในเวลาไม่ถึงหนึ่งฤดูกาล แต่ยังจบปีด้วยตัวเลขที่นิ่ง และใช้งานได้จริง
สิ่งที่ทำให้ซีเจ แม็คคอลลัมอยู่รอดมานาน ไม่ใช่การกระโดดสูงกว่าใคร หรือสปีดที่ฉีกเกมรับได้ตลอดเวลา แต่เป็นการสะสมเครื่องมือเล็กๆ ที่ใช้งานได้ในทุกคืน เช่น การเปลี่ยนความเร็วในครึ่งจังหวะ, การยกบอลขึ้นชู้ต แบบไม่ต้องใช้พื้นที่มาก และการวางเท้าก่อนชู้ต ที่ทำให้จังหวะออกบอลสั้นและนิ่ง
เหมือนเขายอมรับตั้งแต่ต้นว่า “พื้นที่ใน NBA ไม่ได้มีให้เสมอ” จึงต้องสร้างพื้นที่ ด้วยความแม่นของรายละเอียดแทน ตัวเลขการชู้ตของเขาในปีนี้สะท้อนภาพนี้ชัดมาก เขาชู้ตเฉลี่ย 15.2 ครั้งต่อเกม ไม่ใช่ปริมาณระดับแบกทีมทั้งระบบ แต่เป็นปริมาณที่พอจะเป็นผู้จัดการแต้มของทีมได้
และยังรักษาประสิทธิภาพไว้ได้พร้อมกัน การทำแต้มของซีเจ แม็คคอลลัมจึงไม่ได้เกิดจากคืนที่ร้อน แล้วลุกเป็นไฟอย่างเดียว แต่มาจากความสามารถในการ “หาแต้มขั้นต่ำของตัวเอง” ให้ได้ต่อเนื่อง ต่อให้เกมวันนั้นไม่ไหล เขาก็ยังพาทีมผ่านช่วงที่เกมรุกตันได้ ด้วยลูกชู้ตที่สร้างเอง

ฤดูกาล 2025-26 ของซีเจ แม็คคอลลัมแบ่งเป็นสองฉากที่ต่างกันมาก และสองฉากนี้เองที่ทำให้เขาน่าสนใจ กว่าการเป็นมือทำแต้มธรรมดา
เมื่อมองภาพรวมทั้งฤดูกาล สิ่งที่ซีเจ แม็คคอลลัมทำได้ ไม่ใช่แค่ทำแต้มเยอะ แต่คือทำให้ทีมกล้าฝากจังหวะสำคัญไว้ในมือเขาได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยเทิร์นโอเวอร์จำนวนมาก (เฉลี่ย 1.8 ครั้งต่อเกม) ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ที่ทีมระดับลุ้นผลการแข่งขันจริงจังให้ค่ามาก (13 เมษายน 2026) [1]
แม็คคอลลัมไม่ได้เกิดมาเป็นสตาร์ตั้งแต่วันแรก เขาถูกดราฟต์อันดับ 10 ในปี 2013 และค่อยๆสร้างชื่อจากการเป็นผู้เล่น ที่พัฒนาจริงจัง จนในฤดูกาล 2015-16 เขาได้รางวัล Most Improved Player ซึ่งเป็นปีที่ทำให้ลีกยอมรับว่าเขา ไม่ได้เป็นแค่ตัวรองของใคร (13 เมษายน 2026) [2]
จุดที่นิยามตัวซีเจ แม็คคอลลัมได้ชัดที่สุด คือเพลย์ออฟปี 2019 เกม 7 กับ Denver ที่เขาระเบิด 37 แต้ม และพา Portland ไปถึงรอบชิงสายตะวันตก มันเป็นเกมที่ทำให้คนทั้งลีกเห็นว่าแม็คคอลลัมไม่ใช่ scorer ที่รอจังหวะง่ายๆ แต่เป็นคนที่สร้างแต้มยากได้ ในตอนที่เกมบีบที่สุด
หลังจากนั้นเส้นทางของเขาก็เปลี่ยนผ่านจาก Portland ไปสู่บทบาทประคองเกมใน New Orleans และยังมีคืนที่ย้ำตัวตนแบบชัดๆอีกครั้ง เมื่อทำ 50 แต้มใส่ Washington ในช่วงต้นปี 2025 ก่อนจะกลายเป็นบททดสอบใหม่ เขาถูกเทรดไป Wizards แล้วจบที่ Hawks แต่ฐานการทำแต้มยังยืนพื้นได้

สกอร์เรอร์แบบซีเจ แม็คคอลลัมมีค่าเพราะเขาไม่ทำให้การครองบอลมีราคาแพง เขาอาจไม่ได้เป็นคนบุกถึงห่วงได้ทุกเพลย์ เหมือนการ์ดสายพลังยุคใหม่ แต่เขาให้สิ่งที่หลายทีมขาดในเกมใหญ่ นั่นคือการมีคนหนึ่ง ที่สร้างแต้มจากพื้นที่แคบได้เอง และยังตัดสินใจไม่พังเมื่อเกมเริ่มตึง
อีกชั้นหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ บทบาทนอกสนาม แม็คคอลลัมเป็นหนึ่งในผู้นำของสหภาพผู้เล่น (NBPA) หลายปี และเพิ่งส่งมอบตำแหน่งประธานต่อในปี 2025 ให้กับ เฟร็ด แวนวลีต ซึ่งภาพของ “การส่งไม้ต่อ” ครั้งนี้น่าสนใจ เพราะเฟร็ด แวนวีตคือการ์ดสายวินัย (13 กรกฎาคม 2025) [3]
ที่ถูกยอมรับเรื่องความเป็นมืออาชีพแบบเข้มงวด ขณะที่แม็คคอลลัมคือผู้เล่น ที่โตมาจากงานฝีมือ และการยืนระยะในบทบาทรอง ทั้งสองคนเหมือนเป็นคนละแบบ แต่มีแกนร่วมคือความน่าเชื่อถือ การมีบทบาทแบบนี้ ช่วยอธิบายว่าทำไมทีมใหม่ถึงวางใจให้เขาเป็น “เสียงกลาง” ในห้องแต่งตัวได้ง่าย
ในสนาม คำวิจารณ์หลักคือเรื่องเกมรับ และ physicality เมื่อเกมเข้าสู่ระดับที่คู่แข่งไล่บี้กัน แบบไม่มีช่องให้ซ่อน ผู้เล่นการ์ดขนาดตัวระดับแม็คคอลลัม มักถูกเจาะผ่านการล่ามิสแมตช์ นี่เป็นข้อจำกัดเชิงกายภาพ เป็นเหตุผลว่าทำไมทีมที่ใช้แม็คคอลลัมเป็นตัวหลัก ต้องมีโครงสร้างเกมรับที่ช่วยปิดงานให้ดี
อีกประเด็นคือรูปแบบการทำแต้ม ที่พึ่งพาจัมป์ชู้ตสูง เมื่อชู้ตไม่เข้าในคืนไหน เกมของเขาจะดู “ธรรมดา” ได้เร็วกว่าสกอร์เรอร์ที่กดวงในด้วยพลัง แต่นี่คือความจริงของสกอร์เรอร์สายฝีมือ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกชู้ต และการคุมคุณภาพชู้ต จึงสำคัญกับเขามากกว่าคนอื่น
นอกสนาม สิ่งที่ถูกจับตาไม่ใช่ข่าวฉาว แต่คือสถานะของเขาในฐานะผู้เล่นวัย 34 ที่ถูกเทรดหลายครั้งติดกัน คนดูจำนวนหนึ่ง จะตีความว่าทีมไม่อยากวางอนาคตไว้กับเขาแล้ว แต่อีกมุมหนึ่งก็ชัดว่าทีมยังอยากได้แต้มที่เชื่อถือได้ เพียงแต่เลือกใช้งานเขา ในบทบาทที่เหมาะกับช่วงเวลาของทีมมากกว่า
สุดท้าย “ซีเจ แม็คคอลลัม” เป็นมือทำแต้มที่ทำให้เกมรุกมีทางออกในวันที่เกมตัน และยังคุมความเสี่ยงของการครองบอล ได้ดีพอจะพาทีมอยู่ในเกมใหญ่ได้ ในวัยนี้เขาอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่ทีมสร้างอนาคตรอบตัว แต่ยังเป็นผู้เล่นที่หลายทีม “ขาดแล้วจะรู้สึกทันที” ว่าเกมครึ่งสนามมันยากขึ้นแค่ไหน
เพราะเขายังสร้างแต้ม จากจังหวะยากในครึ่งสนามได้ และยังคุมการตัดสินใจไม่ให้ทีมเสียรูปง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงท้ายเกม ที่หลายทีมต้องการคนจบเพลย์ ที่ไว้ใจได้ และเมื่อคู่แข่งเริ่มอ่านระบบทัน ความสามารถแบบนี้จะยิ่งมีค่าทันที เพราะมันพาทีมรอดได้ แบบไม่ต้องรอเพลย์ที่สวยงามเสมอ
คือรายละเอียดของการทำแต้ม เช่น การเปลี่ยนจังหวะ การวางเท้า การชู้ตแบบไม่ต้องใช้พื้นที่มาก และการมีหลายทางเลือกให้ตัวเอง ในสถานการณ์ที่เกมรับบีบพื้นที่ จนแม้พื้นที่จะหาย เขาก็ยัง “สร้างช็อตของตัวเอง” ได้ด้วยงานฝีมือมากกว่าพละกำลัง

