เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ แกรนต์ ฮิลล์

เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ

เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ แกรนต์ ฮิลล์ (grant hill) คือผู้เล่นที่ครบเครื่องเกินตำแหน่ง เป็นปีกที่เล่นเหมือนการ์ด อ่านเกมเหมือนเพลย์เมกเกอร์ และมีภาพลักษณ์สุภาพแต่ทรงพลัง แต่สิ่งที่ทำให้อาชีพเขาถูกจดจำ คือคำถามว่า “ถ้าเขาไม่เจ็บ NBA จะเปลี่ยนไปแค่ไหน”

  • แกรนต์ ฮิลล์ในฐานะต้นแบบปีกสารพัดประโยชน์
  • ช่วงพีคที่ทำให้ฮิลล์ถูกมองว่าอาจเป็นหน้าตาใหม่ของ NBA
  • ร่างกายที่ทรยศฮิลล์ และความฝันที่ Orlando ไม่เคยสมบูรณ์
  • การกลับมาของแกรนต์ ฮิลล์ และคำถามที่ยังตามหลอกหลอนลีก

เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ ผู้เกือบเปลี่ยนอนาคต NBA

เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ อย่างแกรนต์ ฮิลล์ไม่ได้เป็นเพียงฟอร์เวิร์ดรูปร่างดี ที่ทำแต้มได้ แต่เป็นผู้เล่นที่ทำให้คำว่า “ครบเครื่อง” มีน้ำหนักจริงในสนาม เขาพาบอลขึ้นเกมได้ จ่ายบอลได้ รีบาวด์ได้ อ่านพื้นที่ได้ และยังมีความสุขุมแบบผู้นำ ที่ไม่ต้องใช้เสียงดังเพื่อดึงความสนใจ

ในยุคที่ตำแหน่งยังถูกแบ่งหน้าที่ค่อนข้างชัด ฮิลล์กลับเล่นเหมือนผู้เล่น ที่หลุดออกมาจากอนาคต เขาเป็นสมอลฟอร์เวิร์ด ที่ไม่ได้รอบอลเพื่อปิดสกอร์อย่างเดียว แต่สามารถเริ่มเกมบุกเอง ทำให้เพื่อนเล่นง่ายขึ้น และเปลี่ยนจังหวะของทีมได้ ด้วยการตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาที

สิ่งที่ทำให้เขาน่าสนใจคือความสมดุล ฮิลล์ไม่ได้มีภาพจำแบบผู้เล่น ที่ใช้พลังดิบอย่างเดียว หรือพึ่งพรสวรรค์ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เกมของเขามีทั้งความนุ่ม ความเร็ว ความเข้าใจจังหวะ และความนิ่งที่ทำให้เขา ดูเหมือนนักบาสที่ถูกสร้างมา เพื่อเป็นแกนกลางของทีมระยะยาว

จาก Duke สู่ NBA รากฐานของผู้เล่นที่ถูกสร้างมาให้เป็นผู้นำ

ก่อนจะเข้าสู่ NBA ฮิลล์สร้างชื่อกับ Duke University ภายใต้ระบบที่เข้มข้น และกดดันสูง เขาไม่ได้เป็นเพียงดาวเด่นของทีม แต่เป็นผู้เล่นที่เข้าใจทั้งบทบาทของตัวเอง และจังหวะของเพื่อนร่วมทีม จนมีส่วนสำคัญกับการพา Duke คว้าแชมป์ NCAA ปี 1991 และ 1992

หนึ่งในภาพจำสำคัญที่สุด คือเกมระดับตำนานระหว่าง Duke กับ Kentucky ในปี 1992 เมื่อฮิลล์เป็นคนขว้างบอลยาว จากเส้นหลังไปถึง Christian Laettner ก่อนเกิดช็อตชู้ตปิดเกม ที่ถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ จังหวะนั้นไม่ได้ทำให้ฮิลล์ เป็นฮีโร่คนสุดท้ายของไฮไลต์ แต่สะท้อนความแม่น ความนิ่ง

และความเข้าใจสถานการณ์ของเขาได้ชัดมาก การเล่นที่ Duke จึงไม่ใช่แค่บทนำของอาชีพ แต่เป็นฐานที่ทำให้ฮิลล์ กลายเป็นผู้เล่นที่พร้อมสำหรับ NBA ตั้งแต่วันแรก เขาเรียนรู้การเล่นในเกมใหญ่ การรับแรงกดดัน และการเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ต้องชนะ ไม่ใช่แค่ทำตัวเลขส่วนตัวให้ดูดี

Detroit Pistons กับช่วงเวลาที่ฮิลล์ดูเหมือนอนาคตของลีก

ปี 1994 Detroit Pistons เลือกแกรนต์ ฮิลล์ด้วยอันดับ 3 ของดราฟต์ และการมาถึงของเขา ไม่ได้ต้องใช้เวลาปรับตัวนาน ฮิลล์เข้าลีกพร้อมภาพลักษณ์ของผู้เล่น ที่มีพื้นฐานแน่น บุคลิกดี และทักษะรอบด้าน พอจะกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ ของแฟรนไชส์ได้ทันที ฤดูกาลแรก

เขาคว้ารางวัล Co-Rookie of the Year 1995 ร่วมกับ เจสัน คิดด์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่า NBA กำลังได้ผู้เล่นพิเศษอีกคน ฮิลล์ไม่ได้โดดเด่นแค่เพราะทำแต้มได้ แต่เพราะเขาทำให้เกมของ Pistons มีทิศทางขึ้น เป็นผู้เล่นที่บอลอยู่ในมือแล้ว ทีมดูมีระเบียบกว่าเดิม (24 ตุลาคม 2017) [1]

ช่วงต้นอาชีพกับ Pistons คือช่วงที่คำว่า “เจ้าชายอเนกประสงค์” เริ่มมีความหมายจริง เขาไม่ได้แบกทีมด้วยความดุดัน แบบซูเปอร์สตาร์บางคน แต่แบกด้วยความครบ ความนิ่ง และความสามารถในการเติมเต็มทุกช่องว่างของเกม นั่นทำให้หลายคนมองว่า ฮิลล์อาจไม่ใช่แค่ดาวรุ่งที่ดี แต่เป็นอนาคตของ NBA ในยุคหลัง ไมเคิล จอร์แดน

ฤดูกาล 1996-97 หลักฐานว่าฮิลล์ไม่ใช่แค่ดาวรุ่ง

ฤดูกาล 1996-97 คือหลักฐานชัดที่สุดว่าแกรนต์ ฮิลล์ก้าวจากดาวรุ่งอนาคตไกล มาเป็นผู้เล่นหัวแถวของ NBA อย่างเต็มตัว เขาทำเฉลี่ย 21.4 แต้ม, 9.0 รีบาวด์ และ 7.3 แอสซิสต์ต่อเกม พร้อมจบอันดับ 3 ในการโหวต MVP ตามหลังเพียง Karl Malone และ Michael Jordan เท่านั้น (5 กันยายน 2018) [2]

ความพิเศษของฮิลล์ในปีนั้น ไม่ใช่แค่การทำแต้มสูง แต่คือการเป็นศูนย์กลางของ Detroit Pistons ทั้งในจังหวะขึ้นเกม การดึงตัวประกบ การหาช่องส่ง และการพาทีมเล่นอย่างมีทิศทาง เขาเป็นผู้เล่นประเภทที่ไม่ต้องครองบอลตลอดเวลา แต่เมื่อบอลอยู่ในมือ เกมของทีมจะดูเป็นระบบขึ้นทันที

การจบอันดับ 3 ในการโหวต MVP ฤดูกาลนั้น ยืนยันว่า NBA ไม่ได้มองเขาเป็นแค่ดาวรุ่งที่มีอนาคต แต่เริ่มมองว่าเขา คือหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของลีกแล้ว สิ่งนี้ทำให้คำถามเรื่อง “ถ้าเขาไม่เจ็บ” มีน้ำหนักมาก เพราะเส้นทางของเขา ไม่ได้เริ่มจากการคาดเดา แต่มาจากผลงานจริงในสนาม

Point Forward ก่อนยุคที่คำนี้จะกลายเป็นเรื่องปกติ

ก่อนที่ NBA จะเข้าสู่ยุคที่ฟอร์เวิร์ดต้องจ่ายบอล สร้างเกม และถือบอลได้เหมือนการ์ด ฮิลล์คือหนึ่งในภาพต้นแบบของบทบาทนั้น เขาไม่ได้เป็นสมอลฟอร์เวิร์ด ที่รอรับบอลริมเส้นเพื่อชู้ต หรือไดรฟ์อย่างเดียว แต่เป็นคนเริ่มจังหวะเกมรุกได้ด้วยตัวเอง

ฮิลล์มีความเร็วพอจะโจมตีจากนอกเข้าใน มีวิสัยทัศน์พอจะอ่านตัวช่วย และมีขนาดร่างกายที่ทำให้เขา เห็นมุมส่งบอลเหนือการ์ดหลายคน นี่คือเหตุผลที่เขาถูกมองว่าเป็น Point Forward ในยุคที่บทบาทนี้ ยังไม่ได้กลายเป็นภาษาหลักของ NBA เหมือนทุกวันนี้

มุมที่น่าสนใจคือ ฮิลล์ไม่ได้ใช้ความครบเครื่อง เพื่อโชว์ว่าเขาทำได้ทุกอย่าง แต่ใช้มันเพื่อทำให้ทีมเล่นง่ายขึ้น เขาอาจทำแต้มเองในจังหวะหนึ่ง แล้วเปลี่ยนไปดึงเกมช้า จ่ายให้เพื่อน หรือช่วยรีบาวด์ในอีกจังหวะหนึ่ง ความยืดหยุ่นแบบนี้ ทำให้เขาดูเหมือนผู้เล่นที่มาก่อนยุคของตัวเอง

ทำไมฮิลล์จึงเคยถูกมองว่าเป็นทายาทของซูเปอร์สตาร์ยุคใหม่?

การถูกพูดถึงว่าอาจเป็นหนึ่งในหน้าตาใหม่ของ NBA ไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์สุภาพ หรือชื่อเสียงจาก Duke เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสไตล์การเล่น ที่แทบไม่มีช่องว่างชัดเจน ฮิลล์มีทั้งความเร็ว ทักษะ ความเข้าใจเกม และบุคลิกผู้นำที่ทำให้แฟรนไชส์ สามารถสร้างทีมรอบตัวเขาได้

ในช่วงปลายยุค 90s ลีกกำลังมองหาผู้เล่นรุ่นถัดไป ที่จะรับช่วงต่อจากยุค Michael Jordan ฮิลล์จึงถูกจับตามองอย่างหนัก เพราะเขามีคุณสมบัติ ที่ต่างจากดาวดังสายทำแต้มทั่วไป เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่นที่ทำแต้มเยอะ แต่เป็นคนที่ทำให้ระบบรุกทั้งทีม ไหลได้ดีขึ้น

สิ่งที่ทำให้ภาพของฮิลล์น่าเสียดายยิ่งกว่าเดิม คือเขาไม่ได้พังเพราะเล่นไม่ถึงความคาดหวัง แต่เพราะร่างกายหยุดเส้นทางของเขาก่อนเวลา ในช่วงที่เขากำลังพัฒนา เข้าสู่ระดับซูเปอร์สตาร์เต็มตัว เขามีทั้งผลงาน สถิติ และบทบาทมากพอจะทำให้คนเชื่อว่า ฮิลล์อาจกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นนิยามยุคได้จริง หากเส้นทางไม่ถูกตัดตอนเสียก่อน

อาการบาดเจ็บปี 2000 จุดหักเหที่เปลี่ยนอาชีพทั้งเส้น

ปี 2000 คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างแกรนต์ ฮิลล์เวอร์ชันที่กำลังพุ่งขึ้น สู่ระดับซูเปอร์สตาร์ กับแกรนต์ ฮิลล์เวอร์ชันที่ต้องต่อสู้ กับร่างกายของตัวเอง เขาเจ็บข้อเท้าช่วงปลายฤดูกาลกับ Pistons และยังฝืนเล่นต่อในเพลย์ออฟ ก่อนที่อาการจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งตามรบกวนอาชีพของเขาอีกหลายปี

สิ่งที่เจ็บปวดคือฮิลล์ไม่ได้เริ่มตกลง เพราะฝีมือถดถอย เขาเพิ่งผ่านช่วงที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของอาชีพ และยังอยู่ในวัยที่ควรต่อยอดไปสู่พีคที่สูงกว่าเดิม แต่ร่างกายกลับเริ่มหยุดเส้นทางนั้นก่อนเวลา ทำให้เรื่องของเขาถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งใน “What if” ที่ใหญ่ที่สุดของ NBA ยุคหลังจอร์แดน

อาการบาดเจ็บนี้ จึงไม่ใช่แค่รายละเอียดทางการแพทย์ แต่เป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ส่วนตัว ฮิลล์จากผู้เล่นที่เคยถูกมองว่า เป็นอนาคตของลีก ต้องค่อยๆเปลี่ยนบทบาทจากดาวนำเต็มตัว ไปเป็นคนที่พยายามประคองอาชีพ ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

Orlando Magic กับฝัน Hill-McGrady ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ

หลังจบฤดูกาล 1999-2000 ฮิลล์ย้ายไป Orlando Magic ด้วยความคาดหวังมหาศาล เพราะทีมวางภาพให้เขาจับคู่กับ เทรซี แม็คเกรดี กลายเป็นสองดาวครบเครื่อง ที่อาจพาแฟรนไชส์กลับไปลุ้นใหญ่ได้จริง แผนนี้ดูน่าตื่นเต้นมากบนกระดาษ เพราะทั้งคู่มีขนาดร่างกาย ทักษะ และการสร้างเกมที่เข้ากันได้

แต่ความจริงกลับโหดกว่านั้นมาก ฮิลล์ลงเล่นเพียงไม่กี่เกม ในฤดูกาลแรกกับ Magic และต้องพลาดเวลาจำนวนมาก ตลอดหลายปีถัดมา เพราะปัญหาข้อเท้า ส่วนแม็คเกรดีกลายเป็นดาวเด่นเดี่ยวของทีมแทน ภาพคู่หูที่ควรเขย่า Eastern Conference จึงแทบไม่เคยเกิดขึ้นแบบเต็มรูปแบบ

นี่คือความน่าเสียดาย ที่ทำให้เรื่องของฮิลล์ลึกกว่าการบาดเจ็บธรรมดา เพราะ Magic ไม่ได้เสียแค่ผู้เล่นคนหนึ่ง แต่เสียโครงสร้างอนาคต ที่เคยถูกออกแบบไว้ ถ้าหาก ฮิลล์-แม็คเกรดี ได้เล่นด้วยกันในสภาพสมบูรณ์ NBA อาจได้เห็นหนึ่งในคู่ฟอร์เวิร์ด/วิงที่ยืดหยุ่น และน่ากลัวที่สุดของต้นยุค 2000s

MRSA และบททดสอบที่หนักกว่าอาการบาดเจ็บธรรมดา

ช่วงที่ฮิลล์พยายามรักษาข้อเท้า ปัญหากลับลุกลามไปไกล กว่าการพักฟื้นตามปกติ หลังการผ่าตัดในปี 2003 เขาเผชิญภาวะแทรกซ้อน จากการติดเชื้อ MRSA ซึ่งรุนแรงถึงขั้นกระทบชีวิต ไม่ใช่แค่กระทบอาชีพนักบาส ตรงนี้ทำให้เรื่องของแกรนต์ ฮิลล์ต่างจากนักกีฬาหลายคนที่ “เจ็บแล้วกลับมา”

เพราะเขาต้องรับมือทั้งการผ่าตัดซ้ำ การฟื้นฟูร่างกาย และความเสี่ยงทางสุขภาพ ที่หนักกว่าการบาดเจ็บในสนามมาก เส้นทางการกลับมาของเขา จึงไม่ได้เป็นเพียงการพยายามคืนฟอร์ม แต่เป็นการพยายามกลับมาใช้ชีวิต และกลับมายืนในลีกอีกครั้ง เมื่อมองย้อนกลับไป ความยิ่งใหญ่ของฮิลล์

จึงไม่ได้อยู่แค่ช่วงที่เขาเล่นได้สวยงามที่สุด แต่อยู่ในช่วงที่เขา ไม่ยอมให้ร่างกายที่ทรยศพรสวรรค์ พรากตัวตนทั้งหมดไป เขาอาจไม่ได้กลับไปเป็นซูเปอร์สตาร์แบบเดิม แต่การกลับมาได้หลังผ่านบาดแผลขนาดนั้น คืออีกเหตุผลที่ทำให้ชื่อของเขา ยังมีน้ำหนักในประวัติศาสตร์

Phoenix Suns กับการกลับมาในเวอร์ชันที่นิ่งกว่าเดิม

เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ

หลังผ่านช่วงหนักกับ Magic ฮิลล์ย้ายมา Phoenix Suns ในปี 2007 และเริ่มสร้างบทใหม่ของอาชีพในแบบที่ต่างจากเดิม เขาไม่ได้กลับมาในฐานะซูเปอร์สตาร์ ที่ทีมต้องฝากทุกอย่างไว้บนบ่า แต่เป็นผู้เล่นประสบการณ์สูงที่เข้าใจเกมมากขึ้น เลือกจังหวะดีขึ้น และรู้ว่าต้องใช้ร่างกายอย่างไรให้ยืนระยะได้

การเล่นร่วมกับ Steve Nash ทำให้ฮิลล์ไม่ต้องแบกบอลทุกจังหวะ เหมือนช่วงพีคกับ Pistons แต่ยังมีพื้นที่ ให้ใช้ความครบเครื่องของตัวเองอย่างมีคุณค่า เขาช่วยเติมเกมรุก อ่านจังหวะตัดเข้า ประคองเกมรับ และกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ในช่วงที่ทีมยังเล่นด้วยจังหวะเร็ว และระบบที่ต้องการผู้เล่นฉลาด

หนึ่งในจุดสำคัญคือฤดูกาล 2008-09 ที่ฮิลล์ลงเล่นครบ 82 เกมเป็นครั้งแรกในอาชีพ สำหรับผู้เล่นที่เคยเกือบถูกอาการบาดเจ็บ พรากเส้นทางไปทั้งหมด ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นแค่สถิติการลงสนาม แต่เป็นหลักฐานว่าเขาสามารถกลับมายืนอยู่ในลีก ได้อย่างมีศักดิ์ศรี แม้จะไม่ใช่เวอร์ชันเดิมที่เคยเขย่า NBA ก็ตาม

Hall of Fame 2018 ที่ไม่ใช่รางวัลปลอบใจ

การเข้าสู่ Naismith Memorial Basketball Hall of Fame ในปี 2018 ไม่ควรถูกมองว่า เป็นรางวัลปลอบใจของผู้เล่นที่น่าเสียดาย เพราะเมื่อมองทั้งเส้นทาง ฮิลล์มีผลงานหนักแน่นมากพอ ที่จะยืนอยู่ในพื้นที่นั้นด้วยตัวเอง เขาเล่น NBA 19 ฤดูกาล ทำรวม 17,137 คะแนน, 6,169 รีบาวด์ และ 4,252 แอสซิสต์

ฮิลล์เป็น All-Star 7 สมัย และติด All-NBA 5 ครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าช่วงพีคของเขา คือช่วงเวลาที่ลีกยอมรับเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นระดับสูงจริง การที่เขาเข้ารุ่น Hall of Fame เดียวกับ Jason Kidd, Steve Nash และ Ray Allen ยิ่งทำให้ภาพของเขาอยู่ในกลุ่มชื่อใหญ่ของยุคอย่างแท้จริง (15 เมษายน 2026) [3]

สิ่งสำคัญคือ Hall of Fame ของฮิลล์ไม่ได้เล่าแค่สิ่งที่เขาทำก่อนเจ็บ แต่รวมถึงการยืนระยะหลังจากร่างกายเปลี่ยนไป เขามีทั้งความสำเร็จระดับมหาวิทยาลัย เหรียญทองโอลิมปิก ผลงาน NBA และบทบาทหลังเลิกเล่น นั่นทำให้เส้นทางของเขาไม่สมบูรณ์แบบ แต่ครบพอจะถูกจารึกอย่างสง่างาม

FILA Grant Hill 1 เมื่อชื่อของเขาข้ามจากสนามสู่รองเท้าบาส

อีกมุมที่ทำให้แกรนต์ ฮิลล์แตกต่างจากตำนานหลายคน คืออิทธิพลนอกสนาม โดยเฉพาะการจับมือกับ FILA ในยุค 90s ขณะที่ดาวดังจำนวนมาก ผูกภาพจำกับแบรนด์ใหญ่อย่าง Nike หรือ Adidas ฮิลล์กลับกลายเป็นหน้าตาสำคัญของ FILA และทำให้แบรนด์นี้มีพื้นที่จริง ในวัฒนธรรมรองเท้าบาส

รองเท้า Grant Hill 1 ที่เปิดตัวในปี 1995 ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าซิกเนเจอร์ของนักกีฬา แต่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของยุคที่ฮิลล์ กำลังพุ่งขึ้นเป็นดาวแห่งอนาคต ดีไซน์ของรองเท้า และภาพลักษณ์สุภาพ แต่เฉียบของเขาเชื่อมกันพอดี ทำให้ชื่อแกรนต์ ฮิลล์ไม่ได้อยู่แค่ในสถิติ แต่ไปอยู่ในแฟชั่น สนามสตรีท และวัฒนธรรมบาสยุคนั้นด้วย

บทสรุป เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ

สุดท้าย เจ้าชายอเนกประสงค์ ที่ร่างกายทรยศ “แกรนต์ ฮิลล์” คือหนึ่งในผู้เล่นที่ทำให้คำว่าน่าเสียดาย มีทั้งความเจ็บปวด และความสง่างามอยู่ในประโยคเดียวกัน เขาเคยเป็นฟอร์เวิร์ด ที่เล่นเหมือนอนาคตของลีก เป็นผู้นำที่ครบเครื่อง และเป็นดาวที่ดูเหมือนจะพาลีก NBA

เดินเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และแม้อาการบาดเจ็บ จะพรากเพดานสูงสุดของเขาไป แต่ไม่ได้พรากคุณค่าของอาชีพทั้งหมด ฮิลล์ยังกลับมายืนในลีกได้ ยอมปรับบทบาท ยืนระยะจนถึงวัยปลายอาชีพ และสร้างตัวตนหลังเลิกเล่น ในฐานะคนในวงการบาสเกตบอลที่ได้รับความเคารพ

ถ้าแกรนต์ ฮิลล์ไม่เจ็บ เขาจะยิ่งใหญ่แค่ไหน?

คำถามเรื่อง “ถ้าแกรนต์ ฮิลล์ไม่เจ็บ” ยังเป็นหนึ่งในประเด็นที่แฟนๆ หยิบมาคุยกันเสมอ เพราะช่วงก่อนอาการบาดเจ็บ เขามีทุกอย่างที่ผู้เล่นระดับตำนานต้องมี ทั้งสถิติรอบด้าน บทบาทแกนหลัก บุคลิกผู้นำ และความสามารถในการสร้างเกม จากตำแหน่งฟอร์เวิร์ด

หากวัดจากเส้นทางตั้งต้น ฮิลล์มีเหตุผลพอจะถูกพูดถึงในกรอบ Top 25-30 เชิงสมมติฐาน แต่การจัดอันดับตลอดกาล ไม่สามารถใช้พรสวรรค์เพียงอย่างเดียว ต้องมีช่วงพีคที่ยาว ความสำเร็จในเพลย์ออฟ แชมป์ หรืออิทธิพลต่อยุคมาประกอบด้วย ตรงนี้ทำให้คำตอบที่เป็นกลางที่สุดคือ เขามีเพดานถึงระดับนั้นจริง แต่ไม่ได้มีเวลามากพอจะสร้างหลักฐานให้ครบ

สุดท้ายแกรนต์ ฮิลล์จึงเป็นผู้เล่น ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะคำว่า “ถ้า” อย่างเดียว แต่คำว่า “ถ้า” ทำให้ความยิ่งใหญ่ของเขา ดูน่าคิดต่อมากขึ้น เขาไม่ได้เป็นตำนานจากเส้นทาง ที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นตำนานจากเส้นทางที่ถูกตัดตอน แล้วยังเหลือคุณค่ามากพอ ให้คนรุ่นหลังย้อนกลับมาถามว่าลีกพลาดอะไรไปบ้าง

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง