เบลก กริฟฟิน มีดีแค่ดังก์หรือไม่ ฝีมือจริงของกริฟฟิน

เบลก กริฟฟิน มีดีแค่ดังก์หรือไม่

เบลก กริฟฟิน มีดีแค่ดังก์หรือไม่ กริฟฟินไม่ได้มีดีแค่ดังก์ แต่ปัญหาคือภาพจำเรื่องดังก์ของเขาดังเกินไป จนกลบพัฒนาการด้านอื่น หลายคนจำเขาจากช็อตกระโดดข้ามรถในปี 2011, จากยุค Lob City, จากการเล่นเหนือห่วงที่รุนแรง แต่ถ้ามองให้ลึก เส้นทางของกริฟฟิน ไม่ใช่แค่ฟอร์เวิร์ดสายพลัง

  • ดังก์คือภาพจำ แต่ไม่ใช่คำจำกัดความของกริฟฟิน
  • บทบาทที่ทำให้กริฟฟินเป็นมากกว่าฟอร์เวิร์ดสายพลัง
  • การปรับตัวของกริฟฟินหลังอาการบาดเจ็บ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกจำเบลก กริฟฟินแคบเกินจริง

เบลก กริฟฟิน (Blake Griffin) ถูกดราฟต์เป็นอันดับ 1 ปี 2009 แต่ยังไม่ได้ลงเล่นในฤดูกาล 2009-10 เพราะเจ็บเข่าตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ทำให้การเปิดตัวจริงของเขา ในฤดูกาล 2010-11 ดูระเบิดยิ่งกว่าเดิม เขาลงมาเฉลี่ย 22.5 แต้ม 12.1 รีบาวด์ 3.8 แอสซิสต์

คว้ารางวัล Rookie of the Year แบบเอกฉันท์ และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ ที่แรงที่สุดของลีกทันที ในปีเดียวกันนั้นเอง เขาชนะ Slam Dunk Contest และภาพจำของเบลก กริฟฟินก็เริ่มถูกตรึงไว้แบบชัดเจน เขาไม่ใช่แค่ดาวรุ่ง แต่เป็นดาวรุ่งที่ขายภาพได้ที่สุดในยุคนั้น (7 กุมภาพันธ์ 2026) [1]

ทุกอย่างในตัวเขา เหมาะกับการเป็นไฮไลต์ ทั้งพละกำลัง ความเร็วในจังหวะแรก การทะยานขึ้นเหนือหัวคู่แข่ง แต่ปัญหาคือ เมื่อภาพลักษณ์แบบนี้แข็งแรงเกินไป คนดูจำนวนมาก จึงหยุดมองต่อ พวกเขาจำว่ากริฟฟิน คือเครื่องจักรทำไฮไลต์ มากกว่าจะจำว่าเขาอ่านเกมได้ดีขึ้นแทบทุกปี

ความจริงในสนามที่กริฟฟิน เคยเป็นมากกว่าฟอร์เวิร์ดสายพลัง

เบลก กริฟฟิน มีดีแค่ดังก์หรือไม่

ถ้าดูแค่ดังก์ กริฟฟินก็คงเป็นหนึ่งในผู้เล่น ที่น่าตื่นตาที่สุดของยุค แต่ถ้าดูเกมเต็ม จะเห็นทันทีว่าเขา ไม่ใช่ผู้เล่นที่อยู่ได้ด้วยแรงระเบิดอย่างเดียว ตั้งแต่ช่วง Clippers เขาเริ่มพัฒนาการจับบอลเอง การเล่น face-up และการจ่ายจาก elbow เขาเป็นฟอร์เวิร์ดที่ทำให้เกมบุกไหลต่อได้

ฤดูกาล 2013-14 คือหนึ่งในหลักฐานที่ชัดที่สุด เขาเฉลี่ย 24.1 แต้ม 9.5 รีบาวด์ 3.9 แอสซิสต์ และจบอันดับ 3 ในการโหวต MVP ฤดูกาลนั้น เขาเด่นที่ความครบ และเริ่มทำให้คนเห็นว่า ถ้าปล่อยให้เขาเล่นในจังหวะที่หลากหลาย เขาสามารถสร้างผลกระทบ ได้มากกว่าแค่การวิ่งไปดังก์ใส่คน

เกมของกริฟฟินเคยอยู่กึ่งกลางระหว่าง “พลัง” กับ “ทักษะ” มาตลอด เพียงแต่ช่วงแรกพลังมันดังเกินไป เลยทำให้ทักษะถูกกลบ ถ้าเป็นผู้เล่นคนอื่น ที่ไม่ได้ดังก์ระดับไวรัลขนาดนั้น แอสซิสต์ระดับประมาณ 4 ครั้งต่อเกม จากตำแหน่งฟอร์เวิร์ด คงถูกพูดถึงมากกว่านี้

Lob City ที่ทำให้คนมองเบลก กริฟฟินแคบลง

เมื่อ คริส พอล เข้ามาในปี 2011 ภาพของ Clippers ยุค Lob City ก็เกิดขึ้นเต็มตัว กริฟฟิน, พอล และเดอันเดร จอร์แดน กลายเป็นชุดผู้เล่น ที่สร้างความบันเทิงสูงมาก ทีมชนะมากขึ้น สนามคึกคักขึ้น และกริฟฟินก็ยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ ของบาสแบบเร้าอารมณ์ (15 ธันวาคม 2011) [2]

แต่ด้านกลับของความสำเร็จนี้คือ ผู้คนเริ่มมองเขา เหมือนเป็นศิลปินไฮไลต์ มากกว่าเป็นผู้เล่นระดับสูง ที่กำลังพัฒนารอบด้าน ยิ่งทีมไม่เคยไปถึงรอบชิงแชมป์สายตะวันตก ภาพวิจารณ์ก็ยิ่งตามมา บางคนเริ่มมองว่าเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ “ดูแรงแต่ไปไม่สุด”

ทั้งที่ในความเป็นจริง ข้อจำกัดของ Clippers ยุคนั้น ไม่ได้อยู่ที่กริฟฟินคนเดียวเลย การเหมารวมแบบนี้ ทำให้การประเมินเขาแคบลงมาก เพราะความล้มเหลวระดับทีม ถูกผลักกลับมาทับภาพจำส่วนตัวของเขา จนคนลืมไปว่าในเชิงความสามารถรายบุคคล เขาเคยขึ้นไปแตะระดับผู้เล่นแถวหน้าของลีกจริง

จุดเปลี่ยนที่บังคับให้กริฟฟินต้องสร้างตัวเองใหม่

ถ้าจะเข้าใจเบลก กริฟฟินให้ครบ ต้องพูดเรื่องอาการบาดเจ็บอย่างจริงจัง เพราะมันไม่ใช่แค่ปัญหาข้างทาง แต่มันคือสิ่งที่เปลี่ยนรูปแบบอาชีพของเบลก กริฟฟินโดยตรง ตั้งแต่เข่าที่ทำให้ต้องพลาดทั้งฤดูกาลแรก ไปจนถึงปัญหาสะสมในช่วงหลัง

โดยเฉพาะช่วงปี 2017 ที่เขามีอาการ medial collateral ligament และต้องพักหลายสัปดาห์ ภาพของผู้เล่นที่เคยระเบิดขึ้นฟ้าได้ทุกคืน เริ่มค่อยๆหายไป นี่คือจุดที่คนดูจำนวนมาก ตัดสินเบลก กริฟฟินเร็วเกินไป เพราะเมื่อจุดเด่นที่มองเห็นง่ายหายไป คนก็สรุปว่าเขาหมดแล้ว

แต่สิ่งที่จริงกว่านั้นคือ กริฟฟินกำลังพยายามเล่นบาสในเวอร์ชันใหม่ เขาเริ่มพึ่งจังหวะอ่านเกมมากขึ้น พยายามขยายระยะชู้ตมากขึ้น และต้องเปลี่ยนตัวเอง จากผู้เล่นที่ครองพื้นที่ด้วยแรงปะทะ ไปเป็นผู้เล่นที่ต้องหาทางรอดด้วยสกิล และประสบการณ์

ฤดูกาล Detroit คือคำตอบที่ดีที่สุดว่ากริฟฟินไม่ได้มีแค่ดังก์

เบลก กริฟฟิน มีดีแค่ดังก์หรือไม่

ในฤดูกาล 2018-19 กับ Detroit Pistons กริฟฟินลงเล่น 75 เกม เฉลี่ย 24.5 แต้ม 7.5 รีบาวด์ 5.4 แอสซิสต์ ติด All-Star อีกครั้ง และติด All-NBA Third Team แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์เท่ายุคต้นแล้ว ฤดูกาลนั้นสำคัญมาก เพราะมันเป็นหลักฐานที่บอกได้ว่า เขาพัฒนาตัวเองจริง (25 มีนาคม 2026) [3]

กริฟฟินไม่ได้ชนะคู่แข่ง ด้วยการบินอย่างเดียวอีกแล้ว แต่ใช้บอลมากขึ้น อ่านเกมมากขึ้น สร้างเกมรุกให้ทีมมากขึ้น และชู้ตสามแต้มในปริมาณที่สูงขึ้น จนคู่แข่งต้องรับมือเขาคนละแบบกับแบบเดิม อีกจุดที่น่าสนใจคือ ช่วงต้นฤดูกาล 2018-19 กริฟฟินทำ 50 แต้มใส่ Philadelphia 76ers

ในเกมวันที่ 23 ตุลาคม 2018 เกมนั้นไม่ได้เป็นภาพจำ ของนักดังก์อย่างเดียว แต่มันเป็นภาพของผู้เล่นตัวหลัก ที่แบกภาระเกมบุกทั้งระบบไว้กับตัวเอง นี่คือเวอร์ชันของเบลก กริฟฟินที่หลายคนไม่ค่อยย้อนกลับไปพูดถึง ทั้งที่มันอาจเป็นเวอร์ชัน ที่ตอบคำถามนี้ดีที่สุด

ข้อจำกัดที่ถูกวิจารณ์จริง กับภาพจำที่ถูกลดทอนเกินไป

ต้องยอมรับว่าเบลก กริฟฟินมีข้อจำกัดจริง เขาไม่ใช่ผู้เล่นเกมรับ ระดับเปลี่ยนทีมทั้งระบบ เขาไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ ที่พาทีมทะลุเพดานได้ตลอด และอาชีพของเขาก็มีช่วงที่สภาพร่างกาย ทำให้มาตรฐานตกลงชัดเจน นี่คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลบ

แต่สิ่งที่มักถูกพูดเกินจริงคือ การลดเขาเหลือแค่นักดังก์ เพราะเมื่อดูภาพรวมทั้งอาชีพ เขาคือผู้เล่นที่ติด All-Star 6 ครั้ง, ติด All-NBA 5 ครั้ง, เคยจบอันดับ 3 ในการโหวต MVP, เคยเป็นแกนเกมรุกของทีมลุ้นสูงในสายตะวันตก ทั้งหมดนี้ไม่ใช่โปรไฟล์ของผู้เล่น ที่ดังเพราะไฮไลต์อย่างเดียว

บทสรุป ผู้เล่นอย่างเบลก กริฟฟินไม่ได้มีดีแค่ดังก์

สุดท้าย เบลก กริฟฟิน มีดีแค่ดังก์หรือไม่ ดังก์คือประตูที่พากริฟฟิน เข้าสู่สายตาคนทั้งลีก แต่ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของตัวเขา เขาเคยเป็นผู้เล่นที่ผสมพลัง, ทักษะ, การอ่านเกม และความสามารถในการปรับตัวไว้ในคนเดียว เพียงแต่ภาพจำช่วงแรกดังเกินไป จนคนจำนวนมากไม่เคยมองเขาให้ครบ

ทำไมคนจำนวนมาก ถึงยังติดภาพว่ากริฟฟินเป็นแค่นักดังก์?

เพราะช่วงเปิดตัวของเขารุนแรง และน่าจำเกินไป ทั้ง Rookie of the Year, Slam Dunk Contest และยุค Lob City ล้วนทำให้ภาพของเขา ถูกผูกกับไฮไลต์เป็นหลัก เมื่อภาพจำแบบนี้แข็งแรงมาก คนจึงมักหยุดมองต่อว่าเขา พัฒนาอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

อาการบาดเจ็บส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกริฟฟินอย่างไร?

มันทำให้คนจำนวนมาก ประเมินเขาแคบลง เพราะเมื่อความระเบิดแบบเดิมลดลง หลายคนก็ตีความว่าเขา หมดสภาพแล้ว ทั้งที่จริงเขากำลังพยายามปรับตัว เพื่อไปสู่อีกเวอร์ชันหนึ่งของตัวเอง เป็นผู้เล่นที่ต้องพึ่งทักษะ และประสบการณ์มากขึ้นแทนพลังล้วนๆ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง