
เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม ปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว
- ดาวพุธ
- 12 views

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม ปรากฏการณ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนขึ้น โดยเกิดจากการเก็บสะสมความร้อนของฐานโลกที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดขึ้น จากการกระทำของมนุษย์
ปรากฏการณ์เอลนีโญ มีส่วนสำคัญ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้น แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ เป็นต้นเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ในระยะยาว โดยธรรมชาติแล้ว เอลนีโญคือวัฏจักร ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดขึ้น เมื่อกระแสน้ำอุ่น ในมหาสมุทรแปซิฟิก เขตศูนย์สูตรไหลทะลักไปทางทิศตะวันออก
มหาสมุทรที่อุ่นขึ้น ผิดปกติชั่วคราวนี้ จะคายความร้อน ปริมาณมหาศาล ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้สภาพอากาศ ทั่วโลกปั่นป่วน โดยพื้นที่ ที่เคยมีฝนบ่อย กลับต้องเผชิญกับภัยแล้งรุนแรง และไฟป่า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ที่ดันให้อุณหภูมิพื้นผิวโลก เฉลี่ยต่อปี ทะยานสูงขึ้นจนทำลาย สถิติเดิมอยู่บ่อยครั้ง
ทั้งนี้ความสัมพันธ์ ระหว่างเอลนีโญ กับภาวะโลกร้อน เปรียบเสมือนการเติมฟืน เข้ากองไฟ ที่กำลังลุกโชน เพราะแกนกลาง ที่แท้จริงของสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลงมาจาก ก๊าซเรือนกระจก ที่มนุษย์สะสมไว้ ในชั้นบรรยากาศ เมื่อโลกมีฐานอุณหภูมิ ที่ร้อนจัดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การก้าวเข้าสู่ ช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงกลายเป็นการซ้ำเติม สถานการณ์
เอลนีโญ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีลักษณะ ที่ตรงข้ามกับลานีญา ซึ่งเป็นสภาวะ ที่ถูกเรียกว่าความผันแปรของระบบอากาศ ที่พบในซีกโลกใต้ เป็นปรากฏการณ์ ที่มักจะเกิดขึ้น ในช่วง 2 – 7 ปี และกินเวลานานกว่า 9 – 12 เดือน และอาจจะยาวนานกว่านี้ได้ในบางครั้ง
วันที่ 9 เมษายน 2026 ทาง US Climate Prediction Center หรือ ศูนย์พยากรณ์สภาพภูมิอากาศแห่งสหรัฐฯ พูดถึงโอกาส ที่จะเกิดเอลนีโญกว่า 61% ในช่วงระหว่าง เดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม และอาจจะยาวนานไป ถึงช่วงสิ้นปี 2026
ที่มา: ปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (17 เมษายน 2026) [1]
ปรากฏการณ์เอลนีโญ เกิดขึ้นครั้งล่าสุด ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้อากาศร้อน ติดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2023 และส่งผล ให้อากาศร้อน ตลอดกาลในปี 2024 โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ย ที่เคยเกิดขึ้นในปี 1850 – 1900 ซึ่งเป็นยุคอุตสาหกรรม อยู่ที่ 1.55 องศาเซลเซียส (4 มิถุนายน 2026) [2]
เอลนีโญส่งผลกระทบ ต่อระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหาร โดยการแปรปรวนของกระแสน้ำอุ่น ในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เข้าไปบิดเบือน วัฏจักรฝนตามธรรมชาติ ส่งผลให้ภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย ต้องเผชิญภาวะภัยแล้ง ที่ลากยาวผิดปกติ แหล่งน้ำสำคัญแห้ง และเกิดไฟป่า เป็นวงกว้าง ที่สร้างมลพิษทางอากาศ

หากเกิดเอลนีโญ ในช่วงที่มีการแข่งขันบอลโลก ในช่วงวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 อาจจะไม่ได้ส่งผลเสีย ต่อการแข่งขันบอลโลกโดยตรง เนื่องจากการแข่งขันครั้งนี้ ถูกจัดขึ้นทางฝั่ง ทวีปอเมริกันเหนือ ซึ่งอยู่ในซีกโลกเหนือ ซึ่ง ประเทศที่จัดบอลโลก 2026 ประกอบด้วยประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก (12 พฤษภาคม 2026) [3]
แต่อาจจะเกิด ผลกระทบทางอ้อม สำหรับทีมฟุตบอล ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซีกโลกใต้ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อม ระหว่างรอการแข่งขัน หรือหากอยู่ในพื้นที่ ที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ในช่วงเดินทาง อาจจะเกิดความล่าช้า และเป็นอุปสรรคได้
เอลนีโญส่งผลกระทบ ต่อประเทศไทย เพราะเป็นความแปรปรวน ของสภาพอากาศ ที่ทำให้เกิดภัยแล้ง และการขาดแคลนน้ำ จากความเปลี่ยนแปลง ในฤดูฝน ซึ่งฝนที่เคยตกตามฤดูกาล กลับมีปริมาณน้ำฝน เฉลี่ยลดน้อยลง อย่างเห็นได้ชัดเจน ทำให้การกักเก็บน้ำ ในเขื่อนมีปริมาณน้อยลง
ซึ่งสร้างความเสียหาย ต่อภาคเกษตรกรรม ชาวนาและชาวไร่ ต้องเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วง ต้นกล้ายืนต้นตาย และไม่สามารถทำนาปรัง ได้ตามปกติ นอกจากนี้ สภาพอากาศที่แห้งแล้ง บวกกับอุณหภูมิ ที่พุ่งสูง ยังเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดไฟป่า ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันตกอีกด้วย
เอลนีโญเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อสภาพอากาศ ในประเทศไทย อย่างชัดเจน โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ที่ก่อให้เกิดไฟป่า ถือเป็น 1 ในต้นเหตุของฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลให้ร่างกายของมนุษย์เสื่อมสภาพลง และก่อให้เกิด โรคระบบทางเดินหายใจ และปอดสูงขึ้น
เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ เพราะเป็นกลไก การปรับสมดุลความร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่มีขนาดใหญ่ เกินกว่าจะควบคุมได้ สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ เพื่อไม่ให้เอลนีโญมีความรุนแรง คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างจริงจัง เพื่อควบคุมอุณหภูมิฐานของโลก ไม่ให้ร้อนจัด
เอลนีโญที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1982 – 1983 และปี ค.ศ. 1997 – 1998 เป็นปีที่ผืนปะการังทั่วโลก พังทลายลงไปกว่าร้อยละ 16 รวมถึงปี ค.ศ. 2015 – 2016 ที่ภัยแล้งแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับคลื่น ความร้อนครั้งใหม่ ที่น่ากลัวยิ่งกว่า จากการตรวจพบสัญญาณ โดยนักวิทยาศาสตร์

