เจาะลึก โจอาคิม โนอาห์ เปลี่ยนพลังของทีมได้แค่ไหน

โจอาคิม โนอาห์ เปลี่ยนพลังของทีมได้แค่ไหน

โจอาคิม โนอาห์ เปลี่ยนพลังของทีมได้แค่ไหน เปลี่ยนได้มาก เขาทำให้ทีมที่ไม่ได้มีเกมรุกสมบูรณ์ กลายเป็นทีมที่เล่นหนัก และเล่นเชื่อมกัน โดยเฉพาะ Chicago Bulls ยุค Tom Thibodeau ที่ตัวตนของทีมไม่ได้อยู่แค่ Derrick Rose แต่มีโนอาห์เป็นเหมือนตัวเร่งพลังทั้งเกมรับ และอารมณ์ร่วมของทั้งทีม

  • โนอาห์ในฐานะเซนเตอร์ที่ทำให้บูลส์ไม่ยอมตาย
  • พลังดิบของโนอาห์ ที่เปลี่ยนบูลส์ให้กลายเป็นทีมใจแข็ง
  • เกมเพลย์ออฟที่ทำให้แฟนบาสจดจำโนอาห์

Bulls ยุค Derrick Rose ได้อะไรจากพลังของโนอาห์?

ชิคาโก บูลส์ได้แกนพลังที่ทำให้ทีมไม่พังง่าย แม้เกมรุกจะผูกกับ เดอร์ริก โรส เป็นหลัก โรสคือคนเร่งจังหวะ และสร้างความหวังจากเกมบุก แต่โจอาคิม โนอาห์ (Joakim Noah) คือคนคุมโทนด้านหลัง ทำให้ทีมยังเล่นหนัก สื่อสารกัน และไม่หลุดจากตัวตนของตัวเอง เมื่อเกมเริ่มอึดอัด

บูลส์ได้เซนเตอร์ที่ช่วยเชื่อมทั้งเกมรับ และเกมรุกเข้าด้วยกัน โนอาห์ไม่ได้ยืนรอรีบาวด์อย่างเดียว แต่ขยับขึ้นมารับบอล จ่ายต่อให้เพื่อน ตัดสินใจจาก high post และทำให้ผู้เล่นรอบตัวมีจังหวะหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ทีม ไม่มีตัวสร้างเกมแบบสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง

บูลส์ได้บุคลิกของทีมที่ชัดขึ้นในยุค Tom Thibodeau ทีมชุดนั้น ไม่ได้ชนะด้วยความสวยงามเสมอไป แต่ชนะด้วยความแน่น ความดื้อ และการบีบให้คู่แข่งเล่นยาก โนอาห์จึงเป็นมากกว่าเซนเตอร์ตัวจริง เขาคือเสียงของเกมรับ และเป็นคนที่ทำให้เพื่อนเชื่อว่าทุก possession ยังมีความหมาย

เกมกับ Nets ปี 2013 ทำไมกลายเป็นภาพจำของแฟนบูลส์?

โจอาคิม โนอาห์ เปลี่ยนพลังของทีมได้แค่ไหน

เพราะเป็นคืนที่โนอาห์ ทำให้ทีมที่ดูเสียเปรียบ กลับเล่นเหมือนทีม ที่ควบคุมอารมณ์เกม ใน Game 7 รอบเพลย์ออฟปี 2013 กับ Brooklyn Nets เขาทำ 24 แต้ม 14 รีบาวด์ และ 6 บล็อก พาบูลส์ชนะ 99-93 ทั้งที่ทีมมีปัญหาอาการบาดเจ็บ และสภาพร่างกายของหลายคนไม่สมบูรณ์ (5 พฤษภาคม 2013) [1]

เกมนี้ไม่ได้เด่นแค่ตัวเลข แต่เด่นตรงที่โจอาคิม โนอาห์เปลี่ยนบรรยากาศของสนาม เขาเล่นเหมือนทุกจังหวะ คือการประกาศว่าชิคาโก บูลส์ยังไม่หมดแรง การรีบาวด์ การปิดห่วง และการวิ่งเติมพลังหลังเพลย์ ทำให้ทีมที่เหมือนจะถูกกดดัน กลับยืนได้มั่นคงกว่าเดิม

สำหรับแฟนบูลส์ เกมนี้จึงเป็นเหมือนหลักฐานของคำว่า “หัวใจทีม” มากกว่าคำชมลอยๆ เพราะโนอาห์ไม่ได้แค่เล่นดีในเกมสำคัญ แต่ทำให้ภาพของชิคาโก บูลส์ยุคนั้นชัดขึ้นว่าเป็นทีม ที่ต่อให้เสียเปรียบด้านพรสวรรค์ ก็ยังทำให้คู่แข่งต้องเหนื่อยจนวินาทีสุดท้าย

ฤดูกาล 2013-14 พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับโจอาคิม โนอาห์?

ฤดูกาล 2013-14 พิสูจน์ว่าโจอาคิม โนอาห์สามารถเป็นศูนย์กลางทีมได้ แม้ไม่ใช่สกอร์เรอร์ระดับสูง เขาเฉลี่ย 12.6 แต้ม 11.3 รีบาวด์ 5.4 แอสซิสต์ 1.2 สตีล และ 1.5 บล็อกต่อเกม ตัวเลขชุดนี้บอกชัดว่า โนอาห์กระทบเกมหลายชั้น ไม่ใช่แค่ใต้แป้น (4 มิถุนายน 2014) [2]

ฤดูกาลนั้นยังพิสูจน์ว่าเกมรับของเขา มีน้ำหนักระดับลีก โนอาห์คว้า Defensive Player of the Year ในปี 2014 และช่วยให้บูลส์ เป็นหนึ่งในทีม ที่กดคุณภาพการชู้ตของคู่แข่งได้ยอดเยี่ยม เขาไม่ได้ป้องกันด้วยการบล็อกอย่างเดียว แต่ป้องกันด้วยการอ่านเพลย์ ก่อนบอลจะถึงพื้นที่อันตราย

ที่สำคัญ ฤดูกาลนี้พิสูจน์ว่าโนอาห์ เป็นผู้นำในช่วงที่ทีม ต้องการคนประคองตัวตน หลัง Derrick Rose เจ็บซ้ำ บูลส์ยังจบฤดูกาลปกติด้วยสถิติ 48-34 และโนอาห์ติดอันดับ 4 ในการโหวต MVP นั่นคือจุดที่ทำให้เขาถูกมองใหม่ จากผู้เล่นพลังงานสูง กลายเป็นแกนหลักที่ทำให้ระบบยังมีชีวิต

ทำไมเซนเตอร์ที่เฉลี่ยแค่ 12.6 แต้ม ถึงติดอันดับ MVP?

โจอาคิม โนอาห์ เปลี่ยนพลังของทีมได้แค่ไหน

เพราะคุณค่าของโนอาห์ ไม่ได้อยู่ที่แต้มเพียงอย่างเดียว แต่กระจายอยู่ในทุกจังหวะ ที่ทำให้ทีมเล่นง่ายขึ้น เขารีบาวด์ ป้องกัน จ่ายบอล สั่งเพื่อน และเปลี่ยน possession ที่ดูธรรมดา ให้กลายเป็นโอกาสของทีม นี่คือเหตุผลที่ตัวเลข 12.6 แต้มไม่ได้เล็กเลย เมื่อวางคู่กับผลกระทบทั้งสนาม

เพราะบูลส์ปีนั้น ต้องการคนที่ทำมากกว่าหน้าที่ตำแหน่งเซนเตอร์ปกติ โนอาห์ไม่ได้เป็นแค่คนตั้งสกรีน หรือคุมห่วง แต่เป็นตัวเชื่อมของเกมครึ่งสนาม เวลาบอลมาหาเขาบริเวณ high post เพื่อนจะเริ่มเคลื่อนที่ เพราะรู้ว่าเขามองเห็นมุมส่ง และอ่านจังหวะการตัดได้ดี

เพราะ MVP voting ไม่ได้มองแค่แต้ม แต่ดูว่าผู้เล่นคนหนึ่ง สำคัญต่อโครงสร้างทีมแค่ไหน โนอาห์อาจไม่ได้แบกเกมรุกแบบ Kevin Durant หรือ LeBron James แต่เขาแบกพลังการแข่งขันของทีม ในแบบที่หาคนแทนยาก การติดอันดับ 4 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นรางวัลของผลกระทบ ที่ต่อเนื่องทั้งฤดูกาล

Triple-double กับ Knicks ปี 2014 ของโนอาห์

Triple-double กับ New York Knicks เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2014 คือหนึ่งในเกมที่อธิบายโนอาห์ได้ดีที่สุด เขาทำ 13 แต้ม 12 รีบาวด์ และ 14 แอสซิสต์ บูลส์ชนะ 109-90 ตัวเลข 14 แอสซิสต์จากเซนเตอร์ ไม่ใช่เรื่องปกติ โดยเฉพาะในยุคที่ตำแหน่งนี้ยังไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็นเพลย์เมกเกอร์ (2 มีนาคม 2014) [3]

เกมนี้ทำให้เห็นว่าโนอาห์ ไม่ได้ส่งบอลเพราะแค่บอลผ่านมือ แต่ส่งบอลเพื่อขยับทั้งทีม เขารู้ว่าเพื่อนคนไหน กำลังตัดหลังแนวรับ รู้ว่าควรคืนบอลตรงไหน และรู้ว่าจังหวะไหนต้องเร่ง หรือพักเกม ความสามารถนี้ทำให้บูลส์ไม่ตันง่าย แม้ไม่มีตัวสร้างสรรค์เกมระดับซูเปอร์สตาร์อยู่ตลอดเวลา

เมื่อมองย้อนจากยุคปัจจุบัน เกมนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะหลายทีมใน NBA ตอนนี้ ต้องการบิ๊กแมนที่เป็นตัวเชื่อมเกมได้ โนอาห์อาจไม่ใช่ นิโคลา โยคิช และไม่ได้มีเกมรุกละเอียดแบบศูนย์กลางยุคใหม่ แต่เขาคือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของเซนเตอร์ ที่ทำให้เกมรุกไหลด้วยการอ่านเกม

ข้อจำกัดของโนอาห์คืออะไร?

ข้อจำกัดของโนอาห์คือ เขาไม่ใช่ผู้เล่นเกมรุก ที่สร้างแต้มเองได้ทุกสถานการณ์ เขาไม่มีช็อตชู้ตไกล ที่คู่แข่งต้องออกมาปิดหนัก และไม่ได้เป็น post scorer ที่ทีมฝากบอลให้ทำแต้มต่อเนื่องได้ เหมือนเซนเตอร์สายทำคะแนนระดับสูง จุดแข็งของเขา จึงต้องอยู่ในระบบที่มีการใช้พลังของเขาอย่างถูกทาง

ข้อจำกัดอีกด้านคือสภาพร่างกาย เพราะสไตล์การเล่นของโนอาห์ ใช้แรงปะทะสูงมาก เขาวิ่ง ชน ปิดพื้นที่ รีบาวด์ และเล่นด้วยอารมณ์เต็มตลอดเวลา เมื่อร่างกายเริ่มลดลง ผลกระทบของเขาก็ลดลงชัด โดยเฉพาะหลังออกจากบูลส์ ไปอยู่ New York Knicks ในปี 2016 ซึ่งสัญญาของเขาถูกวิจารณ์หนัก

แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ ไม่ได้ลบคุณค่าช่วงที่ดีที่สุดของเขา ตรงกันข้าม มันทำให้เห็นชัดขึ้นว่าโนอาห์ ต้องอยู่ในบริบทที่เหมาะ เขาไม่ใช่ผู้เล่นที่ทีมควรหวังให้แบกแต้ม แต่ถ้าทีมต้องการตัวเปลี่ยนพลัง เปลี่ยนเกมรับ และทำให้เพื่อนเล่นด้วยความเข้มขึ้น เขาคือหนึ่งในเซนเตอร์ที่ตอบโจทย์นั้นได้ชัดมาก

บทส่งท้าย พลังที่ตัวเลขแต้มอธิบายไม่หมด

สรุปแล้ว โจอาคิม โนอาห์ เปลี่ยนพลังของทีมได้แค่ไหน เขาเปลี่ยนได้ถึงระดับที่ทำให้บูลส์ มีบุคลิกเฉพาะตัว เป็นทีมที่เล่นหนัก เชื่อมกันแน่น และไม่ยอมหลุดง่าย แม้ข้อจำกัดเกมรุกจะมีอยู่จริง แต่ช่วงพีคของโนอาห์ พิสูจน์ว่าเซนเตอร์คนหนึ่งสามารถยกระดับทีมได้ โดยไม่ต้องเป็นเครื่องจักรทำแต้ม

โนอาห์เก่งที่สุดด้านไหน?

โนอาห์เก่งที่สุดด้านการทำให้ทีมเล่นเป็นระบบ และมีพลังมากขึ้น เขาไม่ได้เด่นแค่รีบาวด์ หรือบล็อก แต่เด่นตรงการสื่อสารเกมรับ อ่านจังหวะล่วงหน้า และทำให้เพื่อนเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น

ทำไมแฟนบูลส์ถึงรักโนอาห์มาก?

เพราะโนอาห์ เล่นเหมือนคนที่ใส่ทุกอย่างลงไปในสนาม เขาไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์สายทำแต้ม แต่เป็นผู้เล่นที่ทำให้แฟนๆ เห็นความทุ่มเท ความดื้อ และความเป็นตัวแทนของบูลส์ ยุคที่เล่นหนักทุกคืน

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง