
แอนเฟอร์นี ไซมอนส์ แห่งพอร์ตแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส
- Harry P
- 15 views

แอนเฟอร์นี ไซมอนส์ แห่งพอร์ตแลนด์ ไซมอนส์คือหนึ่งในผู้เล่น ที่พอร์ตแลนด์ปั้นขึ้นมาได้จริง เขาไม่ได้ล้มเหลวในฐานะผู้เล่น เพราะพัฒนาการล้วนมีหลักฐานรองรับ แต่เส้นทางของไซมอนส์น่าสนใจ เพราะแม้ตัวเลขการทำแต้มจะโตขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายทีมกลับเลือกเดินไปอีกทิศทาง
ไซมอนส์เข้าสู่ NBA ในปี 2018 ด้วยดราฟต์อันดับ 24 ของ Portland Trail Blazers เส้นทางของเขา ไม่ได้เริ่มจากภาพดาวรุ่งพร้อมใช้ แต่เริ่มจากการเป็นโปรเจกต์ระยะยาว ผู้เล่นที่ทีมต้องให้เวลา รอร่างกาย รอจังหวะ และรอให้ความมั่นใจค่อยๆโตขึ้น ในสภาพแวดล้อมจริงของลีก (21 มิถุนายน 2018) [1]
จุดที่พอร์ตแลนด์กล้าเดิมพันกับเขา ไม่ใช่เพราะเขาครบเครื่องตั้งแต่ต้น แต่เพราะเพดานเกมรุกของเขาชัดมาก เขามีระยะชู้ต มีความเร็วในการปล่อยบอล และมีธรรมชาติของการ์ด ที่สร้างแต้มจากพื้นที่เล็กๆได้ดี สิ่งเหล่านี้เหมาะกับวัฒนธรรมของทีม ที่เคยใช้การ์ดทำแต้ม เป็นแกนสำคัญมาหลายปี
แต่การปั้นผู้เล่นแบบนี้ มีความเสี่ยงเสมอ เพราะไซมอนส์ต้องเติบโตอยู่หลัง เดเมียน ลิลลาร์ด และ ซีเจ แม็คคอลลัม ซึ่งเป็นทั้งข้อดี และข้อจำกัด ข้อดีคือการได้เห็นมาตรฐาน ของการ์ดระดับสูงทุกวัน แต่ข้อจำกัดคือบทบาทจริงของเขา ยังต้องรอช่องว่างจากคนข้างหน้า

วันที่ 10 เมษายน 2019 เป็นจุดแรกที่ทำให้ชื่อของไซมอนส์ ถูกมองต่างออกไป เกมกับ Sacramento Kings เขาได้โอกาสออกสตาร์ต และตอบกลับด้วย 37 แต้ม 6 รีบาวด์ 9 แอสซิสต์ พร้อมชู้ตสามแต้มลง 7 จาก 11 ครั้ง ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณว่าพอร์ตแลนด์ อาจมีการ์ดทำแต้มรุ่นต่อไปอยู่ในมือ
ความสำคัญของเกมนั้น อยู่ตรงวิธีที่เขาทำแต้ม ไม่ใช่แค่จำนวนแต้ม ไซมอนส์ไม่ได้ยืนรอบอลอย่างเดียว แต่มีจังหวะถือบอลเอง สร้างช็อตเอง และอ่านพื้นที่เกมรุก ได้เกินอายุในตอนนั้น สำหรับผู้เล่นที่ยังไม่มีบทบาทถาวร นี่คือหลักฐานว่าพรสวรรค์ของเขา ไม่ควรถูกมองเป็นแค่ภาพซ้อม หรือคำชมในแคมป์
อย่างไรก็ตาม เกม 37 แต้มก็เป็นดาบสองคมในเชิงภาพจำ เพราะมันทำให้ความคาดหวังต่อเขา ถูกเร่งให้เร็วขึ้น ทั้งที่เส้นทางจริง ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี การมีเกมระเบิดฟอร์มเร็ว ไม่ได้แปลว่าผู้เล่น พร้อมเป็นแกนหลักทันที และนี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ระหว่างเพดานส่วนตัว กับจังหวะของทีม
ช่วงที่ลิลลาร์ด และแม็คคอลลัมยังเป็นแกนหลัก ไซมอนส์เหมือนได้เรียน ในโรงเรียนของการ์ดทำแต้มโดยตรง เขาได้เห็นว่าการเป็นการ์ดตัวเล็กในลีก ต้องชดเชยข้อจำกัดด้วยความแม่น และความเร็ว เมื่อยุคนั้นค่อยๆปิดลง บทบาทของเขาจึงขยายขึ้น แต่ปัญหาคือทีมเอง ก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่มั่นคงพอ
45 แต้มกับ Utah Jazz เกมที่พิสูจน์ว่าไซมอนส์แบกเกมได้
ในวันที่ 3 ธันวาคม 2022 เกมกับ Utah Jazz คืออีกหลักฐานสำคัญว่า ไซมอนส์ไม่ได้มีดีแค่แวว เขาทำ 45 แต้ม ซึ่งเป็น career-high ในเวลานั้น และช่วยให้พอร์ตแลนด์ชนะ 116-111 เกมแบบนี้สำคัญ เพราะมันตัดข้อครหาที่ว่าเขา ทำแต้มได้เฉพาะในเกมที่ไม่มีความหมาย
ตัวเลขที่โตขึ้น แต่คำถามก็โตตาม
เมื่อบทบาทเพิ่มขึ้น ตัวเลขก็โตตามอย่างชัดเจน ฤดูกาล 2023-24 เขาขยับขึ้นไปเฉลี่ย 22.6 แต้มต่อเกม ก่อนฤดูกาล 2024-25 จะอยู่ที่ 19.3 แต้มต่อเกม ตัวเลขระดับนี้ดีพอจะยืนยันว่าเขา เป็นสกอร์เรอร์ NBA ตัวจริง แต่คำถามคือ แต้มของเขาพอจะเป็นฐานของทีมระยะยาวได้ไหม (12 เมษายน 2026) [2]

เดือนตุลาคม 2023 ไซมอนส์ต้องเข้ารับการผ่าตัดซ่อมเอ็น UCL ที่นิ้วโป้งขวา และถูกคาดว่าต้องพักประมาณ 6 สัปดาห์ อาการลักษณะนี้อาจดูไม่ใหญ่เท่าการเจ็บเข่า หรือข้อเท้า แต่สำหรับการ์ดที่ต้องใช้มือควบคุมบอล จับจังหวะชู้ต และสร้างความรู้สึกกับลูกบาส มันกระทบมาก
สิ่งที่น่าสนใจคือ อาการบาดเจ็บเกิดขึ้นในช่วงที่พอร์ตแลนด์ กำลังเปลี่ยนผ่านพอดี ทีมต้องการความต่อเนื่อง จากผู้เล่นแกนใหม่ ขณะที่ไซมอนส์เอง ก็ต้องพิสูจน์ว่าเขาสามารถเป็นมากกว่าคนทำแต้มได้ เมื่อร่างกายสะดุดในช่วงสำคัญ เส้นทางของเขาจึงไม่ใช่เส้นตรง
จุดอ่อนเกมรับที่ทำให้คำวิจารณ์ไม่เคยหายไป
คำวิจารณ์เรื่องเกมรับของไซมอนส์ ไม่ได้เกิดจากอคติล้วนๆ เพราะใน NBA ยุคใหม่ การ์ดทำแต้ม ต้องไม่กลายเป็นเป้าที่คู่แข่งโจมตีง่ายเกินไป ปัญหาของเขาไม่ใช่แค่รูปร่าง หรือความสูง 6 ฟุต 3 นิ้ว แต่คือเมื่อเขายังไม่ใช่เพลย์เมกเกอร์ ระดับควบคุมเกมทั้งระบบ จุดอ่อนเกมรับจึงยิ่งถูกขยายใหญ่ขึ้น
ในปี 2025 ไซมอนส์ถูกเทรดจาก Portland ไป Boston Celtics ในดีลที่ส่ง จรู ฮอลิเดย์ กลับมาพอร์ตแลนด์ เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกตีความง่ายๆ ว่าเขาไม่ดีพอ เพราะในมุมหนึ่ง การ์ดวัยกลางทาง ที่ทำแต้มได้ระดับนี้ต่อเกม ยังมีมูลค่าชัดเจนในตลาด NBA
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ดีลนี้คือคำตอบของพอร์ตแลนด์ ต่อทิศทางใหม่ของทีม ทีมไม่ได้ต้องการแค่ผู้เล่นที่ทำแต้มได้ แต่ต้องการความนิ่ง ประสบการณ์ เกมรับ และโครงสร้างที่ช่วยประคองดาวรุ่งรุ่นต่อไปได้มากกว่า นี่คือจุดที่แผนทีม เริ่มแซงเส้นทางส่วนตัวของไซมอนส์อย่างชัดเจน
หลังจากนั้นเส้นทางของเขา ยิ่งสะท้อนความจริงของลีกมากขึ้น เมื่อย้ายไป Boston แล้วต่อมาถูกส่งต่อไป Chicago Bulls ในปี 2026 เพื่อแลกกับ นิโคลา วูเชวิช ชื่อของไซมอนส์ จึงไม่ได้อยู่ในหมวดดาวรุ่ง รอแจ้งเกิดอีกต่อไป แต่ต้องพิสูจน์ตัวในทีมที่ไม่ได้สร้างทุกอย่างรอบตัวเขา (4 กุมภาพันธ์ 2026) [3]
แม้ไซมอนส์จะไม่ได้อยู่กับพอร์ตแลนด์แล้ว แต่ชื่อของเขายังผูกกับทีมนี้อยู่ เพราะพอร์ตแลนด์คือที่ที่เขาถูกเลือก ถูกปั้นจากเด็กท้ายโรเตชัน ขึ้นมาเป็นสกอร์เรอร์หลักในบางช่วง เขาเป็นหลักฐานว่าทีม ยังมีสายตาในการพัฒนาการ์ดเกมรุก แม้ผลลัพธ์สุดท้าย จะไม่ได้จบด้วยการเป็นแฟรนไชส์เพลเยอร์
สิ่งที่ทำให้เรื่องไซมอนส์น่าสนใจคือ เขาไม่ได้เป็นตำนานแบบลิลลาร์ด และไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นผ่านทาง เขาอยู่ตรงกลางระหว่างสองภาพนั้น เป็นคนที่เก่งขึ้นจริง แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ทีม กำลังรื้อคำตอบเดิมทิ้งพอดี ความเจ็บปวดของเส้นทางนี้ คือการเก่งขึ้นในเวลาที่ทีม ไม่ได้ต้องการคำตอบแบบเดิมแล้ว
ท้ายที่สุด แอนเฟอร์นี ไซมอนส์ แห่งพอร์ตแลนด์ คือผู้เล่นที่พัฒนาอย่างชัดเจน แต่เติบโตอยู่ในช่วงเวลาที่แฟรนไชส์ กำลังเปลี่ยนคำถามพอดี ชื่อของเขาจึงกลายเป็นทั้งความทรงจำ และบทเรียนของพอร์ตแลนด์ว่า ผู้เล่นที่ดี ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย ของทุกยุคเสมอไป
พอร์ตแลนด์ไม่ได้เทรดไซมอนส์ เพราะเขาไร้คุณค่า แต่เพราะทีมกำลังเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ และต้องการผู้เล่น ที่ตอบโจทย์เรื่องประสบการณ์ เกมรับ และการประคองดาวรุ่งมากกว่า เส้นทางของเขาจึงสะท้อนว่า ผู้เล่นที่ทำแต้มได้ดี อาจไม่ได้เหมาะกับแผนระยะยาวของทีมเสมอไป
ยังถูกจดจำอยู่ เพราะพอร์ตแลนด์คือทีมที่ดราฟต์ ปั้น และให้โอกาสเขาเติบโต จากผู้เล่นท้ายโรเตชัน สู่สกอร์เรอร์หลักในบางช่วง แม้เขาจะไม่ได้กลายเป็นแฟรนไชส์เพลเยอร์ แต่ชื่อของเขายังเป็นส่วนหนึ่ง ของยุคเปลี่ยนผ่านหลัง Damian Lillard อย่างชัดเจน

