
เจาะโครงสร้าง การรีบิวด์ของ Bulls จะใช้เวลากี่ปี
- Harry P
- 13 views

การรีบิวด์ของ Bulls จะใช้เวลากี่ปี คำตอบคือ Chicago Bulls น่าจะต้องใช้ประมาณ 2-3 ปี เพื่อกลับไปเป็นทีมเพลย์ออฟอย่างจริงจัง และอาจใช้ 4-6 ปี จึงจะพัฒนาเป็นทีมลุ้นแชมป์ แต่ระยะเวลาจะสั้นหรือยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนดาวรุ่งอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับว่าทีมจะหาผู้เล่นระดับเบอร์หนึ่งได้เร็วแค่ไหน
Chicago Bulls ที่กำลังเริ่มต้นใหม่ น่าจะต้องใช้ประมาณ 2-3 ปีในการกลับเข้าเพลย์ออฟอย่างจริงจัง โดยฤดูกาล 2026-27 ควรเป็นปีประเมินผู้เล่น มากกว่าปีเร่งผลการแข่งขัน ส่วนโอกาสเร็วที่สุดคือการขึ้นไปลุ้น Play-In ในฤดูกาล 2027-28 ก่อนพัฒนาเป็นทีมเพลย์ออฟเต็มตัวในปีถัดไป
ช่องว่างปัจจุบันยังค่อนข้างใหญ่ เพราะ Bulls จบฤดูกาล 2025-26 ด้วยสถิติ 31-51 อยู่อันดับ 12 ฝั่งตะวันออก มี Net Rating -5.1 และเสียเฉลี่ย 121.5 แต้มต่อเกม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าทีม ยังต้องยกระดับทั้งประสิทธิภาพโดยรวม และเกมรับอย่างชัดเจน (28 มิถุนายน 2026) [1]
อย่างไรก็ตาม ทีมไม่ควรรีบตัดสินความสำเร็จ จากการกลับเข้า Play-In เพราะทีมเคยจบ 40-42 ในปี 2022-23 ตามด้วย 39-43 สองฤดูกาลติดต่อกัน แต่ไม่สามารถผ่าน Miami Heat ไปเล่นเพลย์ออฟได้ การรีบิวด์รอบนี้ จึงต้องสร้างเพดานที่สูงกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงกลับไปติดอยู่ระหว่างอันดับ 9-10 อีกครั้ง
เพราะก่อนปี 2026 Bulls ยังพยายามประคองทีมเพื่อลุ้น Play-In หลังทยอยปล่อย DeRozan และ LaVine ทีมจึงเริ่มรีบิวด์เต็มตัวด้วยการรื้อแกนเดิม ปลด Artūras Karnišovas กับ Marc Eversley และแต่งตั้ง Bryson Graham ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 เพื่อคุมทิศทางใหม่
จากทีมติด Play-In สู่การรื้อผู้เล่นเจ็ดดีลในวันเดียว
Bulls เปลี่ยนจากทีมประคองอันดับกลาง เป็นทีมสะสมทางเลือกในช่วงเส้นตายเทรด 2026 โดยมีส่วนร่วมรวมเจ็ดดีล และปล่อยแกนเดิมอย่าง Nikola Vučević, Coby White และ Ayo Dosunmu ออกไป พร้อมรับผู้เล่นอายุน้อย สัญญาระยะสั้น และสิทธิ์ดราฟต์รอบสองจำนวนหนึ่งกลับมา
แต่การรื้อครั้งนี้ยังถูกตั้งคำถาม เพราะทีมไม่ได้สิทธิ์รอบแรกก้อนใหญ่ จากผู้เล่นที่ปล่อยออกไป ผลตอบแทนส่วนใหญ่ คือผู้เล่นที่ต้องลุ้นพัฒนากับสิทธิ์รอบสอง หมายความว่า Bulls ไม่มีคลังดราฟต์มากพอจะรอให้จำนวนสิทธิ์แก้ปัญหา ทุกการเลือก และทุกดีลหลังจากนี้ จึงต้องแม่นกว่าทีมรีบิวด์ทั่วไป

Caleb Wilson, Matas Buzelis และ Josh Giddey คือสามคนที่กำหนดกรอบเวลาหลัก หากหนึ่งใน Wilson หรือ Buzelis ขึ้นเป็นตัวทำแต้มระดับ All-Star ได้ภายในสองฤดูกาล Bulls อาจใช้ทรัพย์สินที่เหลือเติมผู้เล่นรอบตัว และกลับเข้าเพลย์ออฟเร็วกว่าที่คาด
แต่หากทั้งคู่พัฒนาได้เพียงระดับตัวจริงคุณภาพดี ทีมจะยังต้องหาผู้เล่นเบอร์หนึ่งผ่านดราฟต์ หรือตลาดเทรด ส่วน Giddey ต้องพิสูจน์ว่าเขาสร้างเกมรุกในครึ่งสนาม และรักษาประสิทธิภาพได้เมื่อเกมช้าลง เพราะบทบาทพอยต์การ์ดตัวหลักของเขา จะส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของฟอร์เวิร์ดดาวรุ่งทุกคน
Caleb Wilson และ Matas Buzelis ใครมีโอกาสเป็นเบอร์หนึ่ง?
Wilson มีเพดานเป็นผู้เล่นเบอร์หนึ่งมากกว่า แต่ Buzelis มีหลักฐานใน NBA ชัดกว่า Wilson ถูกเลือกอันดับ 4 หลังทำ 19.8 แต้ม 9.4 รีบาวด์ 1.5 สตีล และ 1.4 บล็อกกับ North Carolina ขณะที่ Buzelis ยกระดับปีที่สองเป็น 16.3 แต้ม 5.8 รีบาวด์ และ 1.5 บล็อกต่อเกม
Josh Giddey เหมาะเป็นแกนสร้างเกม แต่ยังดูเหมือนผู้ช่วยของดาวสกอร์ มากกว่าผู้เล่นเบอร์หนึ่ง เขาจบฤดูกาล 2025-26 ด้วยค่าเฉลี่ย 17.0 แต้ม 8.3 รีบาวด์ และ 9.1 แอสซิสต์ แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถควบคุมจังหวะ ดันเกมเร็ว และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้ในระดับสูง
ข้อจำกัดคือ Bulls ยังต้องหาคนที่รับบอลแล้วสร้างแต้มได้เอง เมื่อคู่แข่งปิดทางจ่าย และบังคับให้เล่นแบบตัวต่อตัว การมี Giddey เป็นผู้สร้างเกมข้าง Wilson หรือ Buzelis สามารถทำได้ แต่การฝากให้เขาเป็นทั้งคนจัดเกม ตัวทำแต้มท้ายเกม และผู้เล่นที่แก้เกมรับทุกแบบ อาจทำให้เพดานทีมอยู่แค่ Play-In
สัญญา 4 ปี มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ที่เซ็นเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทำให้ Bulls ยังมีเวลาประเมินเขา Giddey ไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ เพื่อทำให้สัญญาคุ้ม แต่ภายในระยะสัญญา ทีมต้องรู้ว่าเขาคือพอยต์การ์ดของทีมลุ้นแชมป์ หรือทรัพย์สินที่จะใช้ประกอบดีล (10 กันยายน 2025) [2]

Noa Essengue ต้องพัฒนาความแข็งแรง การชู้ต และความพร้อมของร่างกาย เขาพลาดช่วงที่เหลือของฤดูกาล 2025-26 หลังเข้ารับการผ่าตัดหัวไหล่ซ้าย ทำให้ยังไม่มีข้อมูลจากเกม NBA มากพอ แม้จะเคยทำ 23.0 แต้มกับ 8.5 รีบาวด์ใน G League แต่เกิดขึ้นเพียงสี่เกม จึงยังใช้ยืนยันบทบาทไม่ได้
Dailyn Swain ต้องเร่งพัฒนาการชู้ตนอก และการเล่นเมื่อไม่มีบอล เขาทำ 17.3 แต้ม 7.5 รีบาวด์ 3.6 แอสซิสต์ และ 1.6 สตีลกับ Texas แต่ชู้ตสามแต้ม 34.8% หาก Swain กับ Essengue ไม่สามารถยืนวงนอกได้อย่างน่าเชื่อถือ พื้นที่เกมรุกอาจแคบเมื่อเล่นร่วมกับ Giddey, Wilson หรือฟอร์เวิร์ดที่ถนัดบุก
Tiago Splitter จะช่วยลดเวลารีบิวด์ได้จริงไหม?
Splitter ช่วยลดเวลาสร้างระบบได้ แต่ไม่สามารถลดเวลาหาซูเปอร์สตาร์ได้ เขาได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 หลังคุม Portland จบ 42-40 และผ่านเข้าเพลย์ออฟ จุดแข็งคือการกำหนดบทบาท สร้างเกมรับ และพัฒนาทีมหนุ่ม (16 มิถุนายน 2026) [3]
สุดท้าย การรีบิวด์ของ Bulls จะใช้เวลากี่ปี เส้นตายสำคัญคงเป็นซัมเมอร์ 2028 ถึงตอนนั้น Bulls จะมีข้อมูลเพียงพอว่า Wilson, Buzelis, Giddey ดีพอเป็นแกนหรือไม่ หากยังไม่มี All-Star และฝ่ายบริหารจะต้องเลือก ว่าจะรวมทรัพย์สินเทรดหาดาวเด่น หรือยอมถอยกลับไปสะสมดราฟต์อีกครั้ง
ยังไม่ควรรีบใช้เงินกับผู้เล่นระดับกลางหลายคน เพราะอาจทำให้ทีมดีพอแค่ลุ้น Play-In แต่เสียความยืดหยุ่นระยะยาว ทางเลือกที่เหมาะกว่าคือ เก็บพื้นที่ค่าเหนื่อยไว้รับสัญญาพร้อมสิทธิ์ดราฟต์ หรือรอผู้เล่นที่ยกระดับทีมได้จริง
ความเสี่ยงใหญ่ที่สุด คือการกลับไปเป็นทีมกลางตาราง ก่อนหาเบอร์หนึ่งเจอ หาก Chicago Bulls เติมผู้เล่นพร้อมใช้งานเร็วเกินไป ทีมอาจชนะมากขึ้น แต่ไม่ดีพอแข่งขันในเพลย์ออฟ และไม่มีสิทธิ์ดราฟต์สูง สำหรับยกระดับเพดานทีมอีกครั้ง

