
รวมถาม-ตอบประเด็นร้อน ทำไมปี 2026 ถึงร้อนมาก
- Harry P
- 10 views

ทำไมปี 2026 ถึงร้อนมาก เพราะโลกกำลังอยู่ในช่วงที่ความร้อนหลายชั้นซ้อนทับกัน ทั้งอุณหภูมิโลกที่ยังสูงผิดปกติ ทะเลที่สะสมพลังงาน El Niño ที่กำลังถูกจับตา และเมืองที่ทำให้คนรู้สึกร้อน มากกว่าตัวเลขบนหน้าจอพยากรณ์อากาศ
เพราะความร้อนปี 2026 ไม่ได้มาจาก “หน้าร้อนปกติ” อย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยซ้อนกัน ทั้งอุณหภูมิโลกที่ยังสูงผิดปกติ ทะเลที่สะสมความร้อน ความชื้นที่ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยาก และเมืองใหญ่ ที่กักความร้อนไว้นานกว่าพื้นที่ธรรมชาติ
พูดง่ายๆคือ ตัวเลขอุณหภูมิอาจดูเหมือนร้อนตามฤดูกาล แต่ความรู้สึกจริงของคน กลับหนักกว่า เพราะร่างกายไม่ได้เจอแค่ “อากาศร้อน” แต่เจอทั้งแดด ความชื้น พื้นคอนกรีต ไอร้อนจากเมือง และการใช้ชีวิตกลางแจ้งรวมกัน
ร้อนจริงในเชิงข้อมูล ไม่ใช่แค่รู้สึกไปเอง เพราะ Copernicus ระบุว่าเดือนมีนาคม 2026 เป็นเดือนมีนาคมที่ร้อนที่สุดอันดับ 4 ของโลก และสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.48°C
เดือนเมษายน 2026 ก็ยังติดอันดับสูง โดยเป็นเดือนเมษายนที่ร้อนที่สุดอันดับ 3 ร่วมของโลก อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอยู่ที่ 14.89°C และสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.43°C

El Niño ไม่ใช่ต้นเหตุเดียว แต่เป็นตัวเร่งสำคัญ เพราะเมื่อพื้นฐานของโลกอุ่นขึ้นอยู่แล้ว การกลับมาของ El Niño จะยิ่งดันอุณหภูมิ ฝนแล้ง ฝนหนัก และคลื่นความร้อนให้ชัดขึ้นในหลายพื้นที่
WMO ระบุว่า เอล นีโญคาดว่าจะเริ่มพัฒนาตั้งแต่กลางปี 2026 และจะส่งผลต่อรูปแบบอุณหภูมิ และฝนทั่วโลก ส่วนประกาศล่าสุดของ WMO วันที่ 2 มิถุนายน 2026 เตือนให้เตรียมรับมือ ผลกระทบจาก เอล นีโญ 2026 ที่อาจรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนบนบก และในทะเล
เพราะไทยไม่ได้ร้อนแค่จากอุณหภูมิ แต่ร้อนจากความชื้นด้วย เมื่ออากาศร้อนบวกความชื้นสูง เหงื่อจะระเหยยาก ร่างกายระบายความร้อนได้ช้าลง ทำให้รู้สึกอบอ้าว เหนื่อยง่าย และเสี่ยงภาวะป่วยจากความร้อนมากขึ้น
อีกจุดคือพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพฯ มีคอนกรีต ถนน อาคาร และไอร้อนจากกิจกรรมมนุษย์จำนวนมาก ทำให้ความร้อนสะสม โดยช่วงปลายเมษายน 2026 กรมอุตุนิยมวิทยายังระบุว่าประเทศไทยตอนบน มีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ก่อนเกิดพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่
ไม่ใช่อุณหภูมิอากาศจริง แต่คือ “อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกเหมือน” เมื่อเอาอุณหภูมิจริงไปรวมกับความชื้นสัมพัทธ์ จึงเป็นค่าที่ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ มากกว่าการดูตัวเลขอุณหภูมิอย่างเดียว
นี่คือจุดที่ทำให้เกิดดราม่าในโซเชียลบ่อย เพราะบางคนเข้าใจว่า 60°C คืออุณหภูมิจริง ทั้งที่จริงแล้วเป็นค่าดัชนีความร้อน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่น่ากลัว เพราะ Nation Thailand รายงานว่าต้นเมษายน 2026 ไทยเคยมีการเตือนว่าดัชนีความร้อน อาจแตะระดับ 60°C ได้ (30 มีนาคม 2026) [1]

เพราะพื้นเมืองสะสมความร้อนทั้งวัน แล้วค่อยๆคายออกมาตอนกลางคืน ถนน อาคาร คอนกรีต และกำแพงจึงทำให้อากาศรอบตัว ไม่เย็นลงเร็วเหมือนพื้นที่ที่มีต้นไม้ หรือพื้นดินธรรมชาติ
ในเมืองใหญ่ ปรากฏการณ์นี้มักถูกเรียกว่า urban heat island หรือเกาะความร้อนเมือง ซึ่งทำให้กลางคืนยังอบอ้าว แม้ไม่มีแดดแล้วก็ตาม งานอธิบายเรื่อง heat island ชี้ว่าพื้นผิวเมืองอย่างคอนกรีต และถนนสามารถดูดซับ และปล่อยความร้อน กลับสู่บรรยากาศได้นานกว่าพื้นที่ธรรมชาติ (10 กรกฎาคม 2024) [2]
เกี่ยวกัน เพราะอากาศที่อุ่นขึ้น สามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น เมื่อเงื่อนไขเหมาะสม จึงมีโอกาสเกิดฝนหนัก หรือพายุรุนแรงมากขึ้นในบางช่วง NOAA อธิบายว่าอากาศที่อุ่นขึ้นถือไอน้ำได้มากขึ้น และมีส่วนทำให้ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นได้
สำหรับไทย ภาพที่เห็นบ่อยคืออากาศร้อนจัดสะสม แล้วเมื่อมีมวลอากาศเย็น หรือความแปรปรวนเข้ามาปะทะ จะเกิดพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บ หรือฝนหนักบางแห่ง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาเคยเตือนลักษณะนี้ในช่วง 29 เมษายน ถึง 1 พฤษภาคม 2026 (28 เมษายน 2026) [3]
ควรเริ่มจากดูทั้ง “อุณหภูมิจริง” และ “ดัชนีความร้อน” ไม่ใช่ดูแค่เลของศาเดียว เพราะวันที่ความชื้นสูง ร่างกายจะเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดช่วงกลางวัน ดื่มน้ำสม่ำเสมอ พักในที่ร่ม และสังเกตอาการหน้ามืด เหงื่อออกมากผิดปกติ หรือสับสน
ถ้าต้องทำงานกลางแจ้ง ควรแบ่งเวลาพักให้ถี่ขึ้น ใส่เสื้อผ้าระบายอากาศ และอย่าฝืนร่างกาย ส่วนกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุ เด็ก คนมีโรคประจำตัว และคนทำงานหนักกลางแดด ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะความร้อนจัดไม่ใช่แค่ทำให้ไม่สบายตัว แต่เสี่ยงเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
สุดท้ายแล้ว โลกร้อนในปี 2026 เกิดจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิโลกที่สูงต่อเนื่อง ทะเลที่เก็บความร้อนมากขึ้น และปรากฏการณ์อย่าง เอล นีโญ ที่อาจเข้ามาเร่งให้อากาศสุดขั้วชัดกว่าเดิม

